Pages

Showing posts with label เงินฝากสามัญ. Show all posts
Showing posts with label เงินฝากสามัญ. Show all posts

Monday, September 28, 2020

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “สหกรณ์ออมทรัพย์วชิรพยาบาล” ที่ “BBB ” - อาร์วายที9

serenalisa.blogspot.com

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ สหกรณ์ออมทรัพย์วชิรพยาบาล จำกัด (สอ.วชพ.) ที่ระดับ “BBB+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่มั่นคงของ สอ.วชพ. ตลอดจนฐานสมาชิกที่แข็งแกร่ง สินเชื่อที่มีคุณภาพดี และสิทธิพิเศษด้านกฎระเบียบที่สหกรณ์ได้รับการยกเว้นภาษีและมีบุริมสิทธิ์เป็นลำดับแรกก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของอันดับเครดิตก็ลดทอนลงบางส่วนจากเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์โดยทั่วไปที่ยังค่อนข้างอ่อนแอ รวมทั้งการที่ สอ.วชพ. มีการกระจุกตัวของเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์อื่นและความไม่สอดคล้องกันของโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินของ สอ.วชพ.

ทั้งนี้ การประเมินอันดับเครดิตยังพิจารณาถึงความพร้อมของ สอ.วชพ. ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบภายหลังจากที่กฎระเบียบใหม่ที่ใช้ควบคุมการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์มีผลบังคับใช้ด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ความพร้อมของ สอ.วชพ. ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ

ทริสเรทติ้งมองว่า สอ.วชพ. มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับกฎระเบียบใหม่ได้โดยไม่มีประเด็นกังวลร้ายแรงเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดกับการดำเนินงานของ สอ.วชพ. ทั้งนี้ กฎระเบียบใหม่ที่ใช้ควบคุมการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์คือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ในเบื้องต้นแล้ว พ.ร.บ. ดังกล่าวใช้ในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้เข้มงวดยิ่งขึ้นทั้งในส่วนของกิจกรรมที่เกี่ยวกับการรับฝากเงิน การให้กู้ยืม และการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์ ทริสเรทติ้งเห็นว่ากฎระเบียบใหม่นี้เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในระยะยาวของสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินของไทย

ทริสเรทติ้งคาดว่าการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบอาจจะเป็นอุปสรรคต่อโอกาสในการเติบโตและจะทำให้ผลประกอบการทางการเงินของ สอ.วชพ. อ่อนแอลงในระยะสั้น ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการลงทุนและเกณฑ์ในการตั้งสำรองสำหรับสภาพคล่องและหนี้สูญที่เข้มงวดขึ้นภายใต้กฎระเบียบใหม่จะทำให้การลงทุนของ สอ.วชพ. มีความยืดหยุ่นน้อยลงและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ก็จะลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งมิได้คาดหวังว่าผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของ สอ.วชพ. จะทำให้มุมมองต่อความแข็งแกร่งทางการเงินของ สอ.วชพ. เปลี่ยนแปลงไป ในทางกลับกัน กฎระเบียบใหม่น่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในการบริหารความเสี่ยงและเสริมสร้างเสถียรภาพในระยะยาวให้แก่ สอ.วชพ. ได้ด้วย

สหกรณ์ออมทรัพย์จะยังคงได้รับสิทธิพิเศษภายใต้กฎระเบียบใหม่

สิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ได้รับอันได้แก่ การยกเว้นภาษีหลัก ๆ ทุกประเภทและการมีบุริมสิทธิ์เป็นลำดับแรกก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ จะยังคงมีอยู่ต่อไปภายใต้กฎระเบียบใหม่ กล่าวคือ สหกรณ์ออมทรัพย์และสมาชิกได้รับการยกเว้นภาษีหลัก ๆ ทุกประเภท เช่น ภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีจากเงินลงทุน นอกจากนี้ ภายใต้ พ.ร.บ. สหกรณ์ สอ.วชพ. ยังมีบุริมสิทธิ์เป็นลำดับแรกก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ในการได้รับดอกเบี้ยและการได้รับชำระคืนเงินกู้จากลูกหนี้อีกด้วย สิทธิพิเศษด้านบุริมสิทธิ์ดังกล่าวช่วยให้สหกรณ์ออมทรัพย์มีข้อได้เปรียบในการให้กู้แก่สมาชิกเหนือกว่าสถาบันการเงินอื่น ๆ ในขณะที่เงินกู้ส่วนใหญ่ที่ให้แก่สมาชิกสามัญของสหกรณ์ออมทรัพย์ขั้นปฐมภูมินั้นดำเนินการภายใต้ข้อตกลงกับนายจ้างหรือหน่วยงานต้นสังกัดว่าการชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นของเงินกู้ตามงวดนั้นสามารถใช้วิธีหักจากเงินเดือนของสมาชิกได้ ส่งผลให้สหกรณ์ออมทรัพย์ขั้นปฐมภูมิส่วนใหญ่มีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีและช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายหนี้เสียของเงินที่ให้กู้แก่สมาชิกของสหกรณ์ด้วย

จุดอ่อนของการกำกับดูแล

การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์มีความเข้มงวดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินซึ่งมีการกำกับดูแลที่ใกล้ชิดและเข้มงวดมากกว่า ในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นจุดอ่อนสำคัญที่สร้างข้อจำกัดให้แก่สถานะอันดับเครดิตของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย ถึงแม้ว่ากรอบกฎระเบียบใหม่จะช่วยในการควบคุมกิจการของสหกรณ์ได้เข้มงวดยิ่งขึ้น แต่กฎระเบียบดังกล่าวก็ไม่ได้รับประกันว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งหมดจะยึดมั่นกับกฎระเบียบใหม่นี้ได้จริงหรือไม่ การบังคับใช้กฎระเบียบทั้งหลายให้มีประสิทธิภาพได้นั้นจะต้องมีการติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวดและอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์ปฏิบัติตามอย่างแท้จริง ซึ่งดูเหมือนว่าสิ่งดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้

มีฐานทุนและฐานสมาชิกที่แข็งแกร่ง

ฐานทุนของ สอ.วชพ. อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นปีบัญชี 2562 (สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2562) สอ.วชพ. มีอัตราส่วนทุนต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ระดับ 30.5% สมาชิกสามัญส่วนใหญ่ของ สอ.วชพ. เป็นเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของหน่วยงานภาครัฐที่มีสถานะเครดิตที่ดี ความมั่นคงของหน้าที่การงานและเงินเดือนที่สม่ำเสมอของสมาชิกเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงฐานสมาชิกสามัญที่มั่นคงของ สอ.วชพ. และความสามารถในการจ่ายชำระคืนหนี้ของสมาชิก การมีฐานสมาชิกที่มั่นคงทำให้ฐานทุนของ สอ.วชพ. เติบโตอย่างสม่ำเสมอจากการที่สมาชิกสามัญสามารถซื้อหุ้นเพิ่มได้ทุกเดือน ผลที่ตามมาก็คือ สอ.วชพ. สามารถเพิ่มฐานเงินฝาก ตลอดจนพอร์ตสินเชื่อ และทุนเรือนหุ้นที่ชำระแล้วได้อย่างมั่นคงมาโดยตลอด โดยฐานทุนของ สอ.วชพ. เติบโตอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 5.43 พันล้านบาท ณ สิ้นปีบัญชี 2562 จาก 3.2 พันล้านบาท ณ สิ้นปีบัญชี 2556 ซึ่งคิดเป็นอัตราเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 9%

การกระจุกตัวของเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์อื่น

ในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่า สอ.วชพ. มีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของเงินให้กู้ยืมอย่างมีนัยสำคัญอันเนื่องมาจากการให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์รายอื่นในจำนวนที่ค่อนข้างมาก โดยเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์อื่นมีสัดส่วนถึง 82% ของเงินให้กู้ยืมรวม ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 และจากสัดส่วนดังกล่าวนั้นยังเป็นเงินที่ สอ.วชพ. ให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์รายใหญ่ 10 อันดับแรกซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 37% อีกด้วย สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องมาจาก สอ.วชพ. มีฐานเงินฝากจากสมาชิกที่ค่อนข้างมากกว่าความต้องการสินเชื่อของสมาชิก ซึ่งส่งผลทำให้ สอ.วชพ. มีเงินรับฝากส่วนเกินที่นำไปให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์รายอื่นเป็นหลัก ในการนี้ สอ.วชพ. คาดหวังว่าเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์อื่นน่าจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนจากการลงทุนทั่วไป อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์อื่นของ สอ.วชพ. ลดทอนลงไปบ้างจากการมีเกณฑ์ในการพิจารณาให้กู้ยืมที่ระมัดระวัง

เงินให้กู้ยืมมีคุณภาพดี

ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าเงินให้กู้ยืมของ สอ.วชพ. จะยังคงมีคุณภาพที่ดี ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งเชื่อว่า สอ.วชพ. มีหลักเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดโดยเห็นได้จากการที่ สอ.วชพ. มีอัตราส่วนของเงินให้กู้ยืมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เงินให้กู้ยืมที่ค้างชำระมากกว่า 90 วัน) อยู่ในระดับต่ำ โดย สอ.วชพ. มีอัตราส่วนเงินให้กู้ยืมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้คิดเป็น 0.44% ของเงินให้กู้ยืมรวม ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2562 จาก 0.15% ของเงินให้กู้ยืมรวม ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2560 แต่โดยรวมแล้วยังถือว่าเป็นอัตราส่วนที่ค่อนข้างต่ำ อนึ่ง เงินให้กู้ยืมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ออมทรัพย์รายหนึ่งที่มีจำนวนทั้งสิ้น 33 ล้านบาท ซึ่งทริสเรทติ้งมองว่าเป็นกรณีเฉพาะที่เกิดขึ้นค่อนข้างยากและไม่ส่งผลกระทบต่อความเสื่อมถอยของคุณภาพสินทรัพย์ไปมากกว่านี้ ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดหวังให้ สอ.วชพ. ยังคงรักษานโยบายการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังเพื่อป้องกันผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอแม้จะมีเงินกู้ยืมระยะสั้นค่อนข้างสูง

ทริสเรทติ้งมองว่าอัตราส่วนการกู้ยืมระยะสั้นที่มีอยู่สูงยังคงเป็นปัจจัยที่น่ากังวลต่อสถานะเครดิตของ สอ.วชพ. โดยโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินของ สอ.วชพ. มีความไม่สอดคล้องกันในเรื่องของวันครบกำหนดเนื่องจาก สอ.วชพ. มีการใช้เงินทุนจากธนาคารพาณิชย์ในรูปของเงินกู้ยืมระยะสั้นที่ค้ำประกันโดยหลักทรัพย์จากเงินลงทุนเพื่อให้มีต้นทุนทางการเงินต่ำ

ณ เดือนมีนาคม 2563 เงินกู้ยืมระยะสั้นจากธนาคารพาณิชย์มีสัดส่วนคิดเป็นประมาณ 25% ของยอดหนี้สินและส่วนของทุนทั้งหมดของ สอ.วชพ. ในขณะที่สินทรัพย์ระยะสั้นมีสัดส่วนคิดเป็นเพียง 7.4% ของสินทรัพย์รวม ในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่า สอ.วชพ. มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจากความไม่สอดคล้องกันของโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สินเนื่องจากการกู้ยืมระยะสั้นจะมีความเสี่ยงในการกู้ยืมต่อ (Refinancing Risks)

ทริสเรทติ้งยังมีมุมมองว่าเงินทุนจำนวนมากจากผู้ให้กู้ยืมจากภายนอกนั้นมีเสถียรภาพต่ำกว่าเงินทุนที่ สอ.วชพ. ได้รับจากสมาชิกของตนเองทั้งในรูปของเงินรับฝากและทุน หรือแม้แต่เงินรับฝากจากสหกรณ์ออมทรัพย์อื่น แม้ว่า สอ.วชพ. จะมีปริมาณเงินลงทุนที่มากเพียงพอต่อการชำระหนี้เงินกู้ยืมระยะสั้นจากภายนอกซึ่งช่วยลดทอนความเสี่ยงด้านสภาพคล่องลงได้ แต่ทริสเรทติ้งก็คาดว่า สอ.วชพ. จะดำรงนโยบายการลงทุนที่ระมัดระวังโดยไม่ลงทุนกระจุกตัวอย่างมีนัยสำคัญอยู่ในกลุ่มผู้กู้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือลงทุนจำนวนมากในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สอ.วชพ. มีอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องที่ระดับประมาณ 14.5% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์สินทรัพย์สภาพคล่องของกฎระเบียบใหม่ที่กำหนดให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 3%

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานกรณีพื้นฐานสำหรับการดำเนินงานของ สอ.วชพ. ในระหว่างปีการเงิน 2563-2565 ดังนี้

• เงินทุนจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 5% ต่อปี

• เงินให้กู้ยืมจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 3.5% ต่อปี

• ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วง 0.9%-1.1% ต่อปี

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่า สอ.วชพ. จะสามารถรักษาฐานสมาชิกที่แข็งแกร่งและจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่น่าพอใจต่อไปได้ นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดหวังว่า สอ.วชพ. จะสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ได้อีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

แนวโน้มการเพิ่มอันดับเครดิตของ สอ.วชพ. มีค่อนข้างจำกัดจากกรอบการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งยังขาดการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและความไม่แน่นอนที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่ อย่างไรก็ตาม นโยบายในการบริหารจัดการสินทรัพย์และหนี้สินที่ระมัดระวังและเป็นไปอย่างต่อเนื่องก็อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมอันดับเครดิตได้ ในทางตรงกันข้าม นโยบายในการดำเนินงานและการเงินที่เป็นไปในเชิงรุกมากยิ่งขึ้นที่ทำให้สถานะเครดิตโดยรวมของ สอ.วชพ. อ่อนแอลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใด ๆ ที่จะลดทอนสิทธิพิเศษของสหกรณ์ออมทรัพย์ก็อาจมีผลกระทบในเชิงลบต่ออันดับเครดิตของ สอ.วชพ. ได้ด้วยเช่นกัน

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- Savings Cooperative Rating Methodology, 28 September 2020

สหกรณ์ออมทรัพย์วชิรพยาบาล จำกัด (VJRC)

อันดับเครดิตองค์กร: BBB+

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2563 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: https://ift.tt/3f3knbp


Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 29, 2020 at 09:48AM
https://ift.tt/3jiMbKI

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “สหกรณ์ออมทรัพย์วชิรพยาบาล” ที่ “BBB ” - อาร์วายที9
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย” ที่ - อาร์วายที9

serenalisa.blogspot.com

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) ที่ระดับ “A-” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่มั่นคงของ ชสอ. ตลอดจนสินเชื่อที่มีคุณภาพดีสม่ำเสมอจากการให้กู้ยืมแก่สหกรณ์ที่เป็นสมาชิก และสิทธิพิเศษด้านกฎระเบียบที่สหกรณ์ได้รับการยกเว้นภาษีและมีบุริมสิทธิ์เป็นลำดับแรกก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของอันดับเครดิตก็ลดทอนลงบางส่วนจากเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์โดยทั่วไปที่ยังค่อนข้างอ่อนแอ รวมทั้งการที่ ชสอ. มีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์สมาชิกและเงินลงทุน ความเสี่ยงจากการกู้ยืมต่อ และภาระหนี้ที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ การประเมินอันดับเครดิตยังพิจารณาถึงความพร้อมของ ชสอ. ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบภายหลังจากที่กฎระเบียบใหม่ที่ใช้ควบคุมการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์มีผลบังคับใช้ด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

ความพร้อมของ ชสอ. ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ

ทริสเรทติ้งมองว่า ชสอ. มีการเตรียมความพร้อมที่จะรับมือกับกฎระเบียบใหม่โดยไม่มีประเด็นกังวลร้ายแรงเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดกับการดำเนินงานของ ชสอ. ทั้งนี้ กฎระเบียบใหม่ที่ใช้ควบคุมการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์คือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 ในเบื้องต้นแล้ว พ.ร.บ. ดังกล่าวใช้ในการกำกับดูแลสหกรณ์ให้เข้มงวดยิ่งขึ้นทั้งในส่วนของกิจกรรมที่เกี่ยวกับการรับฝากเงิน การให้กู้ยืม และการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์ ทริสเรทติ้งเห็นว่ากฎระเบียบใหม่นี้เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในระยะยาวของสหกรณ์ออมทรัพย์ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบการเงินของไทย

ทริสเรทติ้งคาดว่าการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบอาจจะเป็นอุปสรรคต่อโอกาสในการเติบโตและจะทำให้ผลการดำเนินงานทางการเงินของ ชสอ. อ่อนแอลงในระยะสั้น ยกตัวอย่างเช่น นโยบายการลงทุนและเกณฑ์ในการตั้งสำรองสำหรับสภาพคล่องและหนี้สูญที่เข้มงวดขึ้นในกฎระเบียบใหม่จะทำให้การลงทุนของ ชสอ. มีความยืดหยุ่นน้อยลงและผลตอบแทนจากสินทรัพย์ก็ลดลงด้วย อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งมิได้คาดหวังว่าผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของ ชสอ. จะทำให้มุมมองต่อความแข็งแกร่งทางการเงินของ ชสอ. เปลี่ยนแปลงไป ในทางกลับกัน กฎระเบียบใหม่น่าจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งในการบริหารความเสี่ยงและเสริมสร้างเสถียรภาพในระยะยาวให้แก่ ชสอ. ได้ด้วยเช่นกัน

สหกรณ์ออมทรัพย์จะยังคงได้รับสิทธิพิเศษภายใต้กฎระเบียบใหม่

สิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ได้รับอันได้แก่ การยกเว้นภาษีหลัก ๆ ทุกประเภทและการมีบุริมสิทธิ์เป็นลำดับแรกก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ จะยังคงมีอยู่ต่อไปภายใต้กฎระเบียบใหม่ กล่าวคือ สหกรณ์ออมทรัพย์และสมาชิกได้รับการยกเว้นภาษีหลัก ๆ ทุกประเภท เช่น ภาษีดอกเบี้ยออมทรัพย์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีจากเงินลงทุน นอกจากนี้ พ.ร.บ. สหกรณ์ยังกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ขั้นปฐมภูมิมีบุริมสิทธิ์เป็นลำดับแรกก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ ในการได้รับดอกเบี้ยและการได้รับชำระคืนเงินกู้จากลูกหนี้อีกด้วย สิทธิพิเศษด้านบุริมสิทธิ์ดังกล่าวช่วยให้สหกรณ์ออมทรัพย์มีข้อได้เปรียบในการให้กู้แก่สมาชิกเหนือกว่าสถาบันการเงินอื่น ๆ ในขณะที่เงินกู้ส่วนใหญ่ที่ให้แก่สมาชิกสามัญของสหกรณ์ออมทรัพย์ขั้นปฐมภูมินั้นดำเนินการภายใต้ข้อตกลงกับนายจ้างหรือหน่วยงานต้นสังกัดว่าการชำระดอกเบี้ยหรือเงินต้นของเงินกู้ตามงวดนั้นสามารถใช้วิธีหักจากเงินเดือนของสมาชิกได้ ส่งผลให้สหกรณ์ออมทรัพย์ขั้นปฐมภูมิส่วนใหญ่มีคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีและช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายหนี้เสียของเงินที่ให้กู้แก่สมาชิกของสหกรณ์ด้วย ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลต่อคุณภาพเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์สมาชิกในสหกรณ์ขั้นทุติยภูมิอย่าง ชสอ. ด้วย

จุดอ่อนของการกำกับดูแล

การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์มีความเข้มงวดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินซึ่งมีการกำกับดูแลที่ใกล้ชิดและเข้มงวดมากกว่า ในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นจุดอ่อนสำคัญที่สร้างข้อจำกัดให้แก่สถานะอันดับเครดิตของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย ถึงแม้ว่ากรอบกฎระเบียบใหม่จะช่วยในการควบคุมกิจการของสหกรณ์ได้เข้มงวดยิ่งขึ้น แต่กฎระเบียบดังกล่าวก็ไม่ได้รับประกันว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งหมดจะยึดมั่นกับกฎระเบียบใหม่นี้ได้จริงหรือไม่ การบังคับใช้กฎระเบียบทั้งหลายให้มีประสิทธิภาพได้นั้นจะต้องมีการติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวดและอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์ปฏิบัติตามอย่างแท้จริง ซึ่งดูเหมือนว่าสิ่งดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้

มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางทางการเงิน

ชสอ. มีบทบาทเป็นตัวกลางทางการเงินสำหรับสหกรณ์สมาชิกโดยการรับฝากเงินและให้กู้ยืม ชสอ. ยังมีบทบาทหลักในการส่งเสริมและพัฒนากิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทยด้วย บทบาทของ ชสอ. ดำเนินการใน 2 รูปแบบ คือ ทำหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. สหกรณ์และเป็นตัวแทนของสหกรณ์สมาชิก ทั้งนี้ ชสอ. มีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการและร่วมดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ในระดับชาติเพื่อที่จะช่วยสนับสนุน ส่งเสริม วางแผน และพัฒนากิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย สหกรณ์ออมทรัพย์ขั้นปฐมภูมิมีหน้าที่ให้เงินกู้ยืมและผลประโยชน์ในรูปสวัสดิการต่าง ๆ แก่สมาชิก ในทำนองเดียวกัน ชสอ. ก็ให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิกเสมือนเป็นแหล่งเงินทุนอีกทางหนึ่งและยังมีการให้ผลประโยชน์ต่าง ๆ ในรูปแบบของการให้คำปรึกษา รวมถึงการจัดอบรมและสัมมนาโดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยยกระดับความแข็งแกร่งทั้งทางด้านการดำเนินงานและการเงินแต่สหกรณ์สมาชิกด้วย

มีความเสี่ยงทางด้านราคาตลาดจากการเปลี่ยนแปลงพอร์ตการลงทุน

ชสอ. เผชิญกับความเสี่ยงทางด้านราคาตลาดอันเนื่องมาจากการลงทุน โดยในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่านโยบายการลงทุนของ ชสอ. ได้เริ่มเปลี่ยนมาเป็นแบบเชิงรุกมากขึ้นโดยมีการเพิ่มสัดส่วนของการลงทุนในหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญที่มีความเสี่ยงสูง ชสอ. มีอัตราส่วนเงินลงทุนต่อสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 32% ณ สิ้นรอบปีปัญชี 2562 โดยเงินลงทุนประกอบไปด้วย เงินลงทุนในหุ้นสามัญ 45% หุ้นกู้ 51% และอื่นๆ อีก 4% ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2562 เปรียบเทียบกับเงินลงทุนในหุ้นสามัญในสัดส่วน 5% หุ้นกู้ 84% และอื่นๆ อีก 11% ภายใต้นโยบายการลงทุนพื้นฐานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทริสเรทติ้งคาดหวังว่า ชสอ. จะจำกัดการลงทุนในหุ้นสามัญลงในอนาคต ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้นสามัญที่มากยิ่งขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตได้

การประเมินอันดับเครดิตยังพิจารณาถึงผลกระทบจากการตั้งสำรองเต็มจำนวนเพื่อให้ครอบคลุมผลขาดทุนจากเงินลงทุนในหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ด้วยเช่นกัน โดย ชสอ. มีเงินลงทุนในหุ้นกู้ไม่มีประกันของบริษัทการบินไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 อยู่ที่ 1.9 พันล้านบาทซึ่งคิดเป็น 1% ของสินทรัพย์รวมและ 6% ของทุนทั้งหมดของ ชสอ.

อัตราส่วนการก่อหนี้ยังอยู่ในระดับสูงและมีฐานทุนอยู่ในระดับปานกลาง

ฐานทุนของ ชสอ. ซึ่งประกอบไปด้วยทุนเรือนหุ้นที่ชำระแล้ว ทุนสำรองตามกฎหมาย ทุนสำรองตามข้อบังคับ กำไรหรือขาดทุนจากเงินลงทุนที่ยังไม่เกิดขึ้น และกำไรสุทธินั้นมีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัตราส่วนการก่อหนี้ซึ่งวัดโดยอัตราส่วนทุนต่อสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 24.8% ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2561 จากระดับ 19.4% ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2559 แต่อัตราส่วนดังกล่าวก็ถือว่ายังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่ก่อตั้งมานานซึ่งมีอัตราส่วนดังกล่าวโดยเฉลี่ยที่ระดับประมาณ 40% ถึงแม้ว่าทุนเรือนหุ้นที่ชำระแล้วของ ชสอ. มีการปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราส่วนทุนต่อสินทรัพย์รวมกลับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 19.7% ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2562 จากการมีค่าเผื่อผลขาดทุนจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น

ตามเงื่อนไขข้อบังคับของ ชสอ. มีการกำหนดให้สหกรณ์สมาชิกจะต้องซื้อหุ้นของ ชสอ. เพิ่มเติมในสัดส่วนที่สอดคล้องกับทุนเรือนหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์สมาชิก ในสถานการณ์ปกติ ทุนเรือนหุ้นที่ชำระแล้วของ ชสอ. จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะเดียวกันกับที่ทุนเรือนหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์สมาชิกแต่ละรายก็จะเพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติจากกลไกปกติในการซื้อหุ้นเพิ่มรายเดือนของสมาชิก ทริสเรทติ้งคาดหวังว่า ชสอ. จะสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ฐานทุนมากยิ่งขึ้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในทางลบของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์หรือตลาดการเงินภายในประเทศ

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอแต่มีความเสี่ยงจากการกู้ยืมต่ออยู่บ้าง

ทริสเรทติ้งคาดว่า ชสอ. จะยังคงสามารถรักษาสภาพคล่องให้มีความเพียงพอจากการได้รับวงเงินกู้ยืมจำนวนมากจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง วงเงินดังกล่าวน่าจะมีเพียงพอที่จะใช้เป็นทุนในการดำเนินงานและรองรับความเสี่ยงทางด้านสภาพคล่องที่เหนือความคาดหมายได้

โดยเฉลี่ยแล้วเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์นั้นมีสัดส่วนคิดเป็น 12% ของหนี้สินรวมหรือ 9% ของสินทรัพย์รวมของ ชสอ. ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเงินกู้ยืมดังกล่าวทั้งหมดเป็นเงินกู้ยืมระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งมองว่าเงินทุนขนาดใหญ่ที่ได้จากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินมักมีความเสี่ยงด้านการกู้ยืมต่อมากกว่าการใช้เงินฝากและการกู้ยืมจากสหกรณ์สมาชิกเป็นแหล่งเงินทุน การมีสัดส่วนเงินกู้ยืมระยะสั้นจากภายนอกที่สูงส่งผลให้ ชสอ. มีความเสี่ยงด้านการกู้ยืมต่อและมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ชสอ. มีเงินลงทุนจำนวนมากพอที่จะรองรับภาระเงินกู้ยืมระยะสั้นจากภายนอกได้ทั้งหมดซึ่งมีส่วนช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านสภาพคล่องลงได้ กระนั้นหลักทรัพย์ค้ำประกันก็มีความอ่อนไหวไปตามความเสี่ยงด้านราคาและแนวโน้มการขาดทุนในกรณีที่เกิดการบังคับขายหลักทรัพย์

ชสอ. มีสินทรัพย์สภาพคล่องอยู่ในสัดส่วน 41.4% ของสินทรัพย์รวม ณ เดือนมีนาคม 2563 และมีอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องที่ระดับ 14.3% ณ เดือนกรกฎาคม 2563 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ของกฎระเบียบใหม่ที่กำหนดไว้ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 6% อยู่มาก

มีการกระจุกตัวของเงินให้กู้ยืมแต่มีการจัดการคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี

ในมุมมองของทริสเรทติ้งเห็นว่า ชสอ. มีความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของเงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์สมาชิกเป็นอย่างมาก โดยเงินให้กู้ยืมที่ ชสอ. ให้แก่สมาชิก 20 อันดับแรกคิดเป็นสัดส่วน 50% ของเงินให้กู้ยืมรวม ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2562 ในขณะที่ ชสอ. ให้กู้ยืมแก่สหกรณ์สมาชิกเพียง 256 รายจากจำนวนสหกรณ์สมาชิกทั้งหมด 1,093 ราย ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2562 ทั้งนี้ เงินให้กู้ยืมแก่สหกรณ์สมาชิกคิดเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดที่ 58% ของสินทรัพย์รวมของ ชสอ. ในขณะที่ประมาณ 32% ของสินทรัพย์รวมเป็นเงินลงทุน และส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นเงินสดและสินทรัพย์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวลดทอนลงจากองค์ประกอบของเงินให้กู้ยืมของ ชสอ. ที่เป็นหนี้คุณภาพดี

อย่างไรก็ตาม ณ สิ้นรอบปีบัญชี 2562 ชสอ. มีเงินให้กู้ยืมที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพียง 18.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.02% ของเงินให้กู้ยืมรวม เงินให้กู้ยืมของ ชสอ. ที่เป็นหนี้คุณภาพดีนั้นสะท้อนถึงเงินที่ให้กู้แก่สมาชิกสหกรณ์ขั้นปฐมภูมิที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตค่อนข้างต่ำซึ่งได้รับอานิสงส์จากสิทธิพิเศษด้านกฎระเบียบของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีบุริมสิทธิ์เป็นลำดับแรกก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ และจากกลไกการชำระคืนหนี้ด้วยระบบหักเงินเดือนตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทริสเรทติ้งยังคาดหวังให้ ชสอ. ยังคงรักษานโยบายการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังต่อไปเพื่อป้องกันผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

ทริสเรทติ้งมีสมมติฐานกรณีพื้นฐานสำหรับการดำเนินงานของ ชสอ. ในระหว่างปีการเงิน 2563-2565 ดังนี้

• เงินทุนรวมจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 15% ต่อปี

• เงินให้กู้ยืมจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย 10%-12% ต่อปี

• ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในช่วง 0.48%-0.63% ต่อปี

• จะมีการตั้งสำรองเต็มจำนวนเพื่อให้ครอบคลุมผลขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทการบินไทย

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่า ชสอ. จะรักษาบทบาทหน้าที่สำคัญที่มีต่อกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์ต่อไป แนวโน้มอันดับเครดิตยังสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่มั่นคงของ ชสอ. รวมถึงเงินให้กู้ยืมที่มีคุณภาพสูง และฐานเงินทุนหลักที่ได้รับจากสมาชิกอีกด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดหวังด้วยว่า ชสอ. จะสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ได้อีกด้วย

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

แนวโน้มการเพิ่มอันดับเครดิตของ ชสอ. มีค่อนข้างจำกัดจากกรอบการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันซึ่งยังขาดการกำกับดูแลที่ใกล้ชิดจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและความไม่แน่นอนที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใหม่ ในทางตรงกันข้าม นโยบายการลงทุนการดำเนินงานและการเงินในเชิงรุกซึ่งทำให้สถานะเครดิตโดยรวมของ ชสอ. อ่อนแอลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบใด ๆ ที่จะลดทอนสิทธิพิเศษของสหกรณ์ออมทรัพย์ก็อาจมีผลกระทบในเชิงลบต่ออันดับเครดิตของ ชสอ. ได้

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- Savings Cooperative Rating Methodology, 28 September 2020

ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (FSCT)

อันดับเครดิตองค์กร: A-

แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com

ติดต่อ santaya@trisrating.com โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500

? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2563 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เผยแพร่อยู่บน Website: https://ift.tt/3f3knbp


Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 29, 2020 at 09:45AM
https://ift.tt/3jbNBXj

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กร “ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย” ที่ - อาร์วายที9
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Sunday, September 27, 2020

คอลัมน์โลกธุรกิจ - หุ้นเด่น : 'กลุ่มสำนักงาน-อุตสาหกรรมแข็งแกร่ง' - หนังสือพิมพ์แนวหน้า

serenalisa.blogspot.com

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (PFUND, REITs, IFF) จากการระบาดของ COVID-19 ทำให้เรามองว่า การลงทุนในหุ้นสามัญมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มผลประกอบการที่แย่ลงในปีนี้ นักลงทุนจึงน่าจะมองหาทางเลือกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวน เราคิดว่ากองทุน PFund-REITs-IFF บางกองจะตอบโจทย์ในแง่นี้ เพราะหลายกองยังคงให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจอยู่ ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ยังมีความเสี่ยงด้าน downside ในปีนี้ ตามปกติแล้ว PFund-REITs-IFF มักจะโดดเด่นในแง่ของ i) อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูง (เมื่อเทียบกับผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล และเงินฝากธนาคาร) ii) ราคาหน่วยลงทุนค่อนข้างมีเสถียรภาพมากกว่าราคาหุ้น และ iii) ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนในกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (IFF)

อัตราผลตอบแทน SETPREIT สูงกว่า SET และ TGB


ในช่วงปี 2559-2562 เราพบว่าอัตราผลตอบแทนของ SETPREIT (กองทุนอสังหาริมทรัพย์ REITs และ IFF) อยู่ที่ประมาณ 4.05-4.81% ต่อปี สูงกว่าอัตราผลตอบแทนของดัชนี SET และของพันธบัตรรัฐบาลไทย (TGB) อายุ 10 ปี ซึ่งอยู่ในช่วง 1.47-3.22% ต่อปี สะท้อนว่าการลงทุนในกลุ่ม PFund-REITs-IFF ดูน่าสนใจในฐานะการลงทุนทางเลือกที่สร้างรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคงให้กับนักลงทุน

กลุ่มสำนักงาน และอุตสาหกรรมดูแข็งแกร่งกว่ากลุ่มอื่นๆ

จากสถิติในช่วงปี 2559-2562 อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของ “กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (IFF)” อยู่ระหว่าง 5.92-7.83% ต่อปี ขณะที่อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของ “กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (PFund)” และกอง “REITs” อยู่ระหว่าง 5.04-5.67% ต่อปี และ 4.17-5.32% ต่อปี ตามลำดับ ในช่วง 1H63 พบว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของ IFF PFund และ REITs อยู่ที่ 3.21% 3.09% และ 2.66% ตามลำดับ เนื่องจาก i) ผลการดำเนินงานอ่อนแอผิดปกติในปี 2563 เพราะการระบาดของ COVID-19 และ ii) ผลการดำเนินงานครึ่งปี ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์กลุ่มธุรกิจ เราคิดว่ากลุ่มโรงแรมเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ และค้าปลีกจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดมากที่สุดขณะที่กลุ่มสำนักงานและอุตสาหกรรมจะถูกกระทบน้อยกว่า สาเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ และค้าปลีกถูกกระทบหนักก็คือ กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวในประเทศและผู้บริโภคลดลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะที่กลุ่มสำนักงานและอุตสาหกรรมจะถูกกระทบน้อยกว่า เพราะลูกค้าอยู่ในภาคธุรกิจ

เราได้พิจารณาเกณฑ์การลงทุนใน PFund-REITs-IFF โดยให้น้ำหนักกับ i) กองที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงii) premium หรือ discount จาก NAV iii) ผลการดำเนินงานในอดีตและแนวโน้มในอนาคต และ iv) โอกาสที่ผลประกอบการจะฟื้นตัวขึ้น เราจึงเลือก JASIF HREIT DIF และ CPNREIT เป็นกองเด่นที่ให้อัตราผลตอบแทนอยู่ระหว่าง 6.6-9.9% ในปี 2562 และระหว่าง 1.1-5.1% ใน 1H63 ขณะที่ผลประกอบการรายไตรมาสก็ดูแข็งแกร่งและมั่นคง โดยสรุปแล้ว เราคิดว่ากองเหล่านี้ดูน่าสนใจในสภาวะปัจจุบัน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนน่าจะผันผวนน้อยกว่าหุ้นในปี 2563-64

ปัจจัยเสี่ยงจาก COVID-19 ระบาด เศรษฐกิจชะลอตัวลงการเมืองขาดเสถียรภาพ

ที่มา : บล.เคจีไอ(ประเทศไทย

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 28, 2020 at 06:00AM
https://ift.tt/2HBlkvk

คอลัมน์โลกธุรกิจ - หุ้นเด่น : 'กลุ่มสำนักงาน-อุตสาหกรรมแข็งแกร่ง' - หนังสือพิมพ์แนวหน้า
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Thursday, September 24, 2020

ผอ.สำนักพุทธฯ ชี้เงินทอนวัดไม่จบ 'เจ้าคุณเอื้อน' ห่มเหลืองไม่ได้ - กรุงเทพธุรกิจ

serenalisa.blogspot.com

25 กันยายน 2563

39

คดีเงินทอนวัดยังไม่จบ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ “พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์” เตือนอดีตเจ้าคุณเอื้อน รีบร้อนห่มเหลือง อาจเข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เหตุคดีทุจริตเงินวัดยังคา ส่วนที่ศาลยกฟ้องเป็นแค่ข้อหาฟอกเงิน

พร้อมแจงรายละเอียด 3 กลุ่มความผิด ทั้งทุจริต ฟอกเงิน และริบทรัพย์ ยกกฎมหาเถรฯ ประกอบพระธรรมวินัย หากเข้าข่ายปาราชิกแล้วย่อมบวชใหม่ไม่ได้อีก

พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (อดีต ผอ.พศ.) กล่าวถึงกรณีศาลอุทธรณ์ยกฟ้องอดีตพระพรหมดิลก หรือ “เจ้าคุณเอื้อน” อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา ในความผิดฐานฟอกเงิน จนมีข่าวเตรียมกลับมาห่มจีวรอีกรอบ เพราะไม่เคยเปล่งวาจาสึก ว่า คดีเงินทอนวัดที่อดีตพระพรหมดิลกตกเป็นจำเลย เป็นคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องกรณีทุจริตงบอุดหนุนการศึกษาพระปริยุติธรรมแผนกสามัญศึกษา แบ่งออกเป็น 3 คดี คือ

1. คดีความผิดมูลฐาน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2563 ว่าอดีตพระพรหมดิลกมีความผิดฐานสนับสนุนให้เกิดการทุจริต มีโทษจำคุก 8 เดือน แต่โทษจำให้รอลงอาญาไว้ 1 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่พ้นกำหนด 1 ปี และยังไม่ชัดเจนว่ามีการยื่่นอุทธรณ์ด้วยหรือไม่

2. คดีอาญาฐานฟอกเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 16 พ.ค.2562 ว่าอดีตพระพรหมดิลกมีความผิด ให้จำคุก 6 ปี แต่ล่าสุดศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อวันที่ 23 ก.ย.2563 สรุปว่าจำเลยไม่รู้ว่าเป็นเงินที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับ จึงขาดเจตนา ไม่มีความผิดฐานฟอกเงิน ให้ยกฟ้อง

3. คดีแพ่ง ฐานฟอกเงิน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเงินในบัญชีเงินฝากของอดีตพระพรหมดิลกเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด จึงให้ตกเป็นของแผ่นดิน 1.7 ล้านบาท

พ.ต.ท.พงศ์พร กล่าวต่อว่า หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวาน มีประเด็นที่ต้องพิจารณาดังนี้

ประเด็นแรก อดีตพระพรหมดิลกขาดจากความเป็นพระหรือยัง เรื่องนี้เมื่อตรวจสอบย้อนหลังไปในชั้นสอบสวน จำเลยถูกจับกุมและศาลมีคำสั่งให้ขัง ไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงถูกเจ้าพนักงานใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (พ.ร.บ.สงฆ์) มาตรา 30 ให้สละสมณเพศก่อนเข้าเรือนจำ ทำให้ขาดจากความเป็นพระแล้วตามกฎหมาย

การขาดจากความเป็นพระ มี 2 หลัก คือ หลักพระธรรมวินัย สละสมณเพศด้วยการลาสิกขา เปล่งวาจา และถอดจีวรออก เรียกว่า “สึกเอง” กับขาดจากความเป็นพระเพราะอาบัติหนัก รือ “ครุอาบัติ” ได้แก่ ปาราชิก 4 ฆ่าคน, ลักทรัพย์, เสพเมถุน, อวดอุตริมนุสธรรม ถ้ากระทำอย่างใดอย่างหนึ่งใน 4 อย่างนี้ ถือว่าขาดจากความเป็นพระ ณ ขณะที่ทำนั้นเลย (ขาดโดยอัตโนมัติ)

อีกหลักหนึ่ง คือ หลักกฎหมาย (พ.ร.บ.สงฆ์) มี 2 มาตราที่เกี่ยวข้อง คือ มาตรา 29 ถูกจับในคดีอาญา แล้วพนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก็ให้สละสมณเพศเสียก่อนที่จะนำตัวเข้าห้องขัง กับมาตรา 30 เมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลให้จำคุก กักขัง หรือขังพระภิกษุ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศ

กรณีของอดีตพระพรหมดิลก พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า เคยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ประกันตัว จึงขาดจากความเป็นพระตั้งแต่วันนั้น เพราะถูกดำเนินการตาม พ.ร.บ.สงฆ์ มาตรา 30 จะเห็นได้ว่าตอนไปขึ้นศาล ช่วงที่ไม่ได้รับประกันตัว อดีตเจ้าคุณเอื้อนก็ใส่ชุดนักโทษ เมื่อได้ประกันก็ใส่ชุดขาว แสดงว่าเจ้าตัวรู้ดีว่าขาดจากความเป็นพระแล้ว

ประเด็นที่สอง อดีตพระพรหมดิลกกลับมาห่มจีวรได้ทันทีเลยหรือไม่ ประเด็นนี้อธิบายได้ว่า อดีตเจ้าคุณเอื้อนไม่สามารถกลับมาห่มจีวรได้ เพราะถือว่าขาดจากความเป็นพระไปแล้ว หากจะห่มจีวร ต้องกลับมาบวชใหม่ โดยมีพระอุปัชฌาย์ แต่หากไม่มีการบวชใหม่ แล้วไปห่มจีวร ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 ว่าด้วยการแต่งกายเลียนแบบสงฆ์

ประเด็นที่ 3 อดีตเจ้าคุณเอื้อนกลับมาบวชใหม่ได้หรือไม่ คำตอบคือ ยังเข้าบรรพชาหรืออุปสมบทไม่ได้ เพราะต้องห้ามตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17 ข้อ 14 เนื่องจากอดีตพระพรหมดิลกยังต้องคดีอาญาอยู่ คดียังไม่ถึงที่สุด แม้คดีฟอกเงินในศาลอุทธรณ์ ศาลจะยกฟ้องก็ตาม แต่อัยการยังมีสิทธิ์ฎีกา ขณะที่คดีทุจริตก็ยังไม่พ้นระยะเวลารอลงอาญา

ที่สำคัญ การรอลงอาญาแปลว่ามีความผิด และมีโทษ เพียงแต่โทษยังไม่ต้องรับทันทีเท่านั้น และที่ต้องไม่ลืมก็คือ คดีแพ่งที่ศาลสั่งริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน แม้คดีจะยังไม่ถึงที่สุด แต่มีข้อพิจารณาว่าการได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยมิชอบ เข้าข่ายปาราชิกหรือไม่ หากเข้าข่ายก็ไม่สามารถกับมาบวชได้อีกเลย ซึ่งประเด็นนี้ขึ้นกับการวินิจฉัยของฝ่ายสงฆ์

ส่วนกรณีที่มีการยกเคสของ พระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) ถูกจับกุมคุมขังเมื่อปี พ.ศ.2505 เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกสังฆมนตรี สันติบาล และสารวัตรทหารถอดจีวร แต่ท่านไม่เปล่งวาจา และรักษาพระธรรมวินัยระหว่างถูกควบคุมตัว กระทั่งศาลมีคำพิพากษาว่าพระพิมลธรรมไม่มีความผิด จึงถือว่าไม่ขาดจากความเป็นพระนั้น ประเด็นนี้ พ.ต.ท.พงศ์พร อธิบายว่า ช่วงที่เกิดคดีพระพิมลธรรม ในปี 2505 ตอนที่ถูกจับสึก เป็นเดือน เม.ย. ขณะนั้นยังไม่ได้ใช้บังคับ พ.ร.บ.สงฆ์ โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้ ประกาศเมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2505 และมีผลบังคับใช้ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 1 ม.ค.2506

เหตุนี้จึงไม่สามารถนำกรณีของพระพิมลธรรม มาเทียบกับอดีตพระพรหมดิลกได้ เนื่องจากอดีตเจ้าคุณเอื้อนต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.สงฆ์ ถือว่าขาดจากความเป็นพระ และยังไม่สามารถกลับมาบรรพชาหรืออุปสมบทใหม่ได้ หากมีการสวมจีวรตามที่ปรากฏภาพในสื่อสังคมออนไลน์ ก็ต้องถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208 แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนที่มีบางฝ่ายพยายามโจมตีว่า อดีตพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ไม่มีความผิด แต่ถูกกลั่นแกล้งใส่ร้ายนั้น พ.ต.ท.พงศ์พร บอกว่า รัฐบาลหรือสำนักงาน พศ.มีฐานะเป็นส่วนราชการ ถือว่าเป็นนิติบุคคลผู้จ่ายเงินงบประมาณ ผู้รับงบประมาณต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ คืองบที่กำหนดให้ใช้เพื่อการใด ก็ต้องใช้เพื่อการนั้น ฉะนั้นเมื่อมีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ ก็จะผิดตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณด้วย และเมื่อมีการทุจริตก็ต้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษ

แต่บทบาทของสำนักพุทธฯ ร้องทุกข์เฉพาะคดีปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเท่านั้น ส่วนคดีฟอกเงิน สำนักพุทธฯไม่ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ หน่วยงานที่ร้องทุกข์คือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพราะเป็นคดีสืบเนื่อง แต่สังคมมักเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของสำนักงาน พศ.ทั้งหมด

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 25, 2020 at 06:34AM
https://ift.tt/3j2mcqE

ผอ.สำนักพุทธฯ ชี้เงินทอนวัดไม่จบ 'เจ้าคุณเอื้อน' ห่มเหลืองไม่ได้ - กรุงเทพธุรกิจ
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Tuesday, September 15, 2020

อุ้มพนักงานหมื่นคน สหกรณ์ออมทรัพย์บินไทย ขยายเวลาพักหนี้ 6 เดือน - ข่าวสด

serenalisa.blogspot.com

อุ้มพนักงานบินไทย1หมื่นคน สหกรณ์ออมทรัพย์การบินไทย ขยายเวลาพักหนี้และดอกเงินกู้ต่อ อีก 6 เดือน แก้วิกฤติรายได้จากการถูกลดเงินเดือน กรณีบริษัทหยุดบิน

รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)หรือบมจ.การบินไทยเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2563 สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน บริษัท การบินไทย ได้ออกประกาศสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย

เรื่องการขยายระยะเวลาโครงการการผ่อนผันชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือสมาชิกช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ออกไปอีก 6 เดือน โดยขยายเวลาผ่อนผัน ออกไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค.64 จากเดิมที่จะสิ้นสุด 30 ก.ย.63 โดยจะเปิดให้สมาชิก ยื่นเอกสารคำขอผ่อนผันและทำบันทึกต่อท้ายหนังสือกู้ยืมตามแบบสหกรณ์ ภายในวันที่ 30 ก.ย. 63 เท่านั้น

เนื่องจากปัญหาการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและการดำเนินธุรกิจของบมจ.การบินไทย ซึ่งบริษัทได้มีการปรับลดเงินเดือน ค่าจ้างหรือให้หยุดงานโดยได้รับเงินเดือน หรือค่าจ้างน้อยลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกบางรายไม่สามารถส่งชำระหนี้ให้แก่สมาคมสหกรณ์ฯได้ตามปกติ
“สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับการผ่อนผันให้ชำระเงินต้นขั้นต่ำเพียง 500 บาท/งวดเท่านั้นและยัง ได้รับการผ่อนผันดอกเบี้ยให้ปรับลดเหลือ 3.6% จากเดิม 4.25%/ปี ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการขยายเวลาผ่อนผันเป็นครั้งที่ 2 คือ ต่อเวลาออกไปอีก 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่เดือดร้อนรายได้ไม่พอจ่ายหนี้ ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกที่อยู่ในข่ายเดือดร้อนเข้าร่วมโครงการมากกว่า1หมื่นคน หรือคิดเป็น 50% ของพนักงานทั้งหมดของบมจ.การบินไทยที่มีราว 2.1 หมื่นคน”
รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นสมาชิกที่เป็นพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ โดยสามารถผ่อนผันการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ทุกสัญญา ยกเว้นสัญญาเงินกู้สามัญ เพื่อบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจและสัญญาที่เข้าโครงการประนอมหนี้และปรับโครงสร้างหนี้
สำหรับสมาชิกที่เกษียณอายุ หรือลาออกจากบริษัทสามารถผ่อนผันได้เฉพาะสัญญาเงินกู้สามัญที่ไม่เกิน 90% ของค่าหุ้นและหรือเงินฝาก และกรณีเงินกู้เพื่อบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจไม่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้

รายงานข่าวจากสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน บริษัท การบินไทยเปิดเผยว่า ณ วันที่31 ก.ค.63 สหกรณ์มีทรัพย์สินรวม4.8หมื่นล้านบาท มีหนี้สินระยะยาวรวม2.6หมื่นล้านบาท (ไม่รวมเงินรับฝากจากสมาชิกอีก 2.2หมื่นล้านบาท) โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน 690 ล้านบาท

และณ วันที่ 14 ก.ย. 63 มีสภาพคล่องเหลืออยู่ 574 ล้านบาท ถือว่าสหกรณ์ฯยังมีความมั่นคงสามารถดูแลสมาชิกได้ดี โดยคาดว่าปีนี้จะจ่ายปันผลให้สมาชิกในอัตรา8%

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 15, 2020 at 12:21PM
https://ift.tt/3khU1nJ

อุ้มพนักงานหมื่นคน สหกรณ์ออมทรัพย์บินไทย ขยายเวลาพักหนี้ 6 เดือน - ข่าวสด
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Friday, September 11, 2020

กรมส่งเสริมสหกรณ์แจงข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด - คมชัดลึก

serenalisa.blogspot.com

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ขอชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีที่มีสื่อมวลชนบางแห่งเสนอข่าวการทุจริตสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด (สอ.สรฟ.) โดยระบุว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแล ละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้เกิดการทุจริตในสหกรณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อสหกรณ์เจ้าหนี้กว่า 90 แห่ง มูลค่าเสียหายกว่า 23,000 ล้านบาท และจนปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไขปัญหาการทุจริตและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการชี้แจงนี้เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริงที่ถูกต้องในการปฏิบัติหน้าที่ของกรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละช่วงเวลาและภารกิจ และเพื่อมิให้สมาชิก สอ.สรฟ. และสหกรณ์เจ้าหนี้เกิดความตื่นตระหนก ดังนี้  
   โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ขอยืนยันว่า นับแต่กรมได้รับรายงานการพบการกระทำส่อทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ (สอ.สรฟ.) ประมาณเดือน ต.ค.2559 กรณีกรรมการ สอ.สรฟ. อนุมัติเงินกู้พิเศษไม่เป็นไปตามระเบียบ ให้แก่สมาชิก 6 รายในช่วงปี 2556 - 59 รวม 199 สัญญา ยอดเงินกู้คงเหลือ 2,285 ล้านบาท กรมไม่ได้มีการละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่มีการสื่อข่าวออกมา ตรงกันข้ามกรมได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาทันทีที่ได้มีการตรวจพบและติดตามอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 2 ส.ค.61 คณะกรรมการ สอ.สรฟ. แจ้งความดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา กับกรรมการชุดที่กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวนจนเสนอสำนวนให้พนักงานอัยการสั่งฟ้อง แต่มีปัญหาเรื่องเขตอำนาจสอบสวนจึงมีการส่งสำนวนกลับมาให้ สน.นพวงศ์ ดำเนินการสอบสวนต่อ ปัจจุบันเรื่องยังคงอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน ดังนั้นจึงไม่ได้มีการปล่อยให้เกิดการทุจริตแล้วไม่ดำเนินการตามข่าวแต่อย่างใด
 

ขณะเดียวกันในระหว่างปี 61 จนถึงปัจจุบัน กรมได้จัดให้มีการหารือระหว่าง สอ.สรฟ. และสหกรณ์เจ้าหนี้เงินฝากและเงินกู้ทั้ง 15 แห่ง รวม 3,037.51 ล้านบาท  (ณ เดือนตุลาคม 2562) เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ สอ.สรฟ. จนนำมาสู่การทำข้อตกลงร่วมกันในการชำระเงินฝากคืนให้กับสหกรณ์เจ้าหนี้ 9 แห่ง และทยอยชำระหนี้เงินกู้ให้กับสหกรณ์เจ้าหนี้ 1 แห่ง ซึ่งตอนนี้มียอดหนี้คงเหลือตามบันทึกข้อตกลง 2,153 ล้านบาท และที่ สอ.สรฟ. ปฏิเสธหนี้ของ 5 สหกรณ์เจ้าหนี้ 747 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมายของสหกรณ์เจ้าหนี้ 

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 11, 2020 at 06:30PM
https://ift.tt/3inon7F

กรมส่งเสริมสหกรณ์แจงข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ จำกัด - คมชัดลึก
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา เปิดรับสมัครเลือกตั้งประธานและกรรมการเข้าไปบริหารเงิน 36904 ล้านบาท กลุ่มรักษ์สหกรณ์โล่งไร้คู่แข่ง - สยามรัฐ

serenalisa.blogspot.com

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 11 ก.ย.63 ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา (สอค.นม.) องค์กรส่งเสริมฐานะทางเศรษฐกิจของบุคลากรทางการศึกษาที่มีจำนวนสมาชิกและ ทุนดำเนินการมากที่สุดในภูมิภาค คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สอค.นม. โดยนายปรีชา กำพุฒกลาง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 3 (สพป.นม.3 ) ในฐานะประธาน กกต.สอค.นม. พร้อมพวกได้เปิดรับสมัครการเลือกตั้งประธานและกรรมการดำเนินการชุดที่ 63 แทนตำแหน่งเดิมที่ครบวาระ โดยมีนายสมศักดิ์ จักสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา หัวหน้าทีมรักษ์สหกรณ์ลงสมัครในตำแหน่งประธานและพวกรวม 7 คน ลงสมัครคณะกรรมการดำเนินการ ฯ จากนั้นบรรดาเพื่อนครูได้แสดงความยินดีกับกลุ่มผู้สมัครซึ่งได้หมายเลข 1-7 ซึ่งมีนายทอง วิริยะจารุ อดีตประธานสหกรณ์หลายสมัยเป็นประธานที่ปรึกษาและกำหนดตัวผู้สมัคร ท่ามกลางบรรยากาศที่ชื่นมื่นเนื่องจากไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของทีมปฏิรูปสหกรณ์ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สมัครคู่แข่งแต่อย่างใด

นายปรีชา ประธาน กกต.สอค.นม. เปิดเผยมาตรการจัดการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ครบวาระในสถานการณ์ไม่ปกติ เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 ว่า ได้กำหนดขึ้นในวันที่ 4 ตุลาคม นี้ ที่อาคารสุรพัฒน์ 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) นครราชสีมา ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งรวมทั้งสิ้น 25,225 คน กกต.สอค.นม.ได้จัดเตรียมแนวทางเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมตามข้อสั่งการของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมาอย่างเคร่งครัด โดยจัดแบ่งพื้นที่ลงคะแนนเลือกตั้ง 3 ส่วนและกำหนดเข้าออกประตูเดียวพร้อมตั้งจุดคัดกรองตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและควบคุมรักษาระยะทางสังคมโดยมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกพร้อมเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิดและจัดจุดให้บริการเจลแอลกอฮอล์ให้ทั่วถึงรวมทั้งทุกคนที่เข้ามาในเขตเลือกตั้งต้องสวมหน้ากากผ้านอกจากนี้ได้ประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือโดยกำหนดการเหลื่อมเวลาการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพื่อลดความแออัดและความสะดวก รวดเร็ว

นายสมศักดิ์ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา ชุดที่ 62 ให้สัมภาษณ์ในฐานะหัวหน้ากลุ่มรักษ์สหกรณ์ ว่า ผลการดำเนินงาน สอค.นม.ในรอบปีที่ผ่านมาถือมีความเข็มแข็งและมีสภาวะคล่องทางการเงินสูง สถานะล่าสุดมีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 27,828 คน ทุนดำเนินการ 36,904 ล้านบาท ทุนเรือนหุ้น 17,250 ล้านบาท ทุนสำรอง 1,653 ล้านบาท เงินรับฝาก 6,322 ล้านบาทและผลกำไรสุทธิ 1,225 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 62 ล้านบาท สามารถจัดสรรเงินเฉลี่ยคืนอัตราร้อยละ 8.70 ต่อปี และเงินปันผลเรือนหุ้นอัตราร้อยละ 5.67 ส่วนแนวทางนโยบายเน้นช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินมวลสมาชิก ห้วงสถานการณ์วิกฤตเชื้อไวรัสโควิด-19 สอค.นม.ได้พักชำระหนี้ สิน 6 เดือน พร้อมดำเนินการจัดทำโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยสำรวจหนี้สินของสมาชิกสามัญทั้งหมดนำมารวมคิดคำนวณเป็นสูตรหลายแนวทาง เพื่อให้มวลสมาชิกสามารถชำระหนี้ได้หลากหลายรูปแบบตั้งแต่การส่งชำระแบบปกติจนถึงการคิดแบบก้าวหน้า เพื่อเยียวยาช่วยเหลืออย่างรอบด้าน โดยเฉพาะข้าราชการบำนาญที่ได้รับความเดือดร้อน เพื่อให้ดำรงชีพได้อย่างปกติสุข

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 11, 2020 at 03:20PM
https://ift.tt/32ho9tm

สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา เปิดรับสมัครเลือกตั้งประธานและกรรมการเข้าไปบริหารเงิน 36904 ล้านบาท กลุ่มรักษ์สหกรณ์โล่งไร้คู่แข่ง - สยามรัฐ
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Sunday, September 6, 2020

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (3) สำรวจสุขภาพทางการเงิน - thansettakij.com

serenalisa.blogspot.com

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (3) สำรวจสุขภาพทางการเงิน คอลัมน์เศรษฐทัศน์ โดย รศ.(พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,606 หน้า 5 วันที่ 3 - 5 กันยายน 2563

ในตอนที่ 3 ของบทความเรื่องนี้ ผมอยากแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการสำรวจสุขภาพทางการเงินผ่านงบการเงินส่วนบุคคล เวลาเราต้องการดูว่าเรามีความมั่นคงทางการเงินแค่ไหน หรือบางคนต้องการดูว่า ทำไมเรายังจนอยู่ หรือ เรารวยหรือยัง เราสามารถสำรวจสถานะการเงินของตนเอง ผ่านงบการเงินของเราได้ ซึ่งไม่ยากเลยครับ 

งบการเงินส่วนบุคคล แบ่งได้เป็น 2 งบ ได้แก่ งบรายได้รายจ่าย (บางแห่งเรียกว่า งบกระแสเงินสด) และงบดุล (บางแห่งเรียกงบแสดงฐานะการเงิน) ซึ่งสรุปแก่นเนื้อหาได้ดังนี้

1. งบรายได้รายจ่าย

เป็นงบที่แสดงให้เห็นในรอบระยะเวลาหนึ่งเช่น 1 เดือน หรือ 1 ปี เรามีรายรับที่เป็นเงินเข้ามาจากทางใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด และมีรายจ่ายออกไปในทางใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าใด  โดยหลักการแล้ว คนที่มีสุขภาพการเงินดี ย่อมมีรายรับ มากกว่า รายจ่าย หรือรับ ลบ จ่าย ต้องเป็นบวก 

คนที่มีรายรับมากกว่ารายจ่าย ส่วนต่างเราอาจเรียกว่า เงินออม ซึ่งเป็นเงินที่เหลือเก็บไว้เพื่อเอาไปทำประโยชน์ เช่น ลงทุนเพื่อเอาไว้ตอบสนองเป้าหมายตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต ทั้งในส่วนที่เราวางแผนไว้ หรือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ 

ทำไมเราจึงควรเก็บเงินออมสะสมไว้ ไม่ใช้จ่ายจนหมดในแต่ละงวด เหตุผลก็คือ การบริโภค หรือ การใช้จ่ายเกิดขึ้นตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิต แต่รายได้โดยเฉพาะจากการทำงานอาจเกิดขึ้นได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งจนถึงช่วงเราเกษียณเท่านั้น เงินออมหรือเงินลงทุนที่เราสะสมไว้ จึงเปรียบเหมือนเสบียงที่เราเก็บไว้ใช้ยามที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว 

คนที่ออมมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นคนที่เข้าใจหลักการและมีพื้นฐานที่จะทำให้ชีวิตมีความมั่นคงทางการเงิน แต่คนที่รายรับน้อยกว่ารายจ่าย แบบนี้เรียกว่าชีวิตติดลบแล้ว โดยธรรมชาติก็จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ซึ่งมีทั้งดอกและเงินต้นที่ต้องคืนกลับให้เจ้าหนี้ในอนาคต กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มต่อไป ถ้าไม่สามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ชีวิตก็จะติดลบซํ้าซาก และต้องกู้หนี้ต่อไป ทำให้หนี้สินล้นพ้นตัว จนล้มละลายได้

เทคนิคง่ายๆ นอกเหนือจากการคุมภาพรวมให้รายได้มากกว่ารายจ่าย เพื่อให้มีเงินออมเป็นบวกแล้ว ก็คือ เทคนิคการเพิ่มรายได้ รายได้จากการทำงานถือว่าเป็นรายได้หลักของมนุษย์ที่มีร่างกายและสมองมีความชำนาญในวิชาชีพต่างๆ กันไป การพัฒนาตนเองให้เกิดความรู้ประสบการณ์และเติบโตในหน้าที่การงาน จะเป็นแหล่งที่มาอย่างต่อเนื่องของรายได้จากการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันไปสู่อนาคต บางคนขยันหาอาชีพเสริมช่วงนอกเวลาการทำงานประจำ นี่ก็ยิ่งทำให้ Human Asset ของตัวเองมีค่ามากขึ้นไปอีก 

อย่างไรก็ตาม Human Asset ของเรามีขีดจำกัด เช่น ร่างกายและสมองของเราก็ต้องการพักผ่อน ต้องการเวลาให้กับชีวิตส่วนตัว และพักผ่อนด้วย ดังนั้น จึงควรให้สินทรัพย์ชนิดอื่นทำงานสร้างรายได้ให้เราด้วย เงินออมที่เรา สะสมจึงถูกนำกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างดอกผลให้กลับมาเป็นรายได้ส่วนเพิ่มจากการลงทุน ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มของเงินออม ช่วยให้มี ความมั่นคงทางการเงินมากกว่าเดิมไปอีกแบบต่อเนื่อง 


ใครอยากมีเงินออมเพิ่ม ยังมีอีกเทคนิคหนึ่ง คือ การบริหารรายจ่าย ในชีวิตของคนเราอาจมีค่าใช้จ่ายประเภทที่ต้องจ่ายไปทุกเดือน เช่น ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ซึ่งเราต้องคอยควบคุมไม่ให้สูงจนเราผ่อนไม่ไหว หลักการก็คือว่าอย่าให้ค่าใช้จ่ายผ่อนหนี้เกินกว่า 40% ของรายได้รวมของเรา เพราะเรายังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่ต้องมีในชีวิตเราอีก ซึ่งก็คือ ค่าใช้จ่ายผันแปร ที่ว่าผันแปรก็คือแปรตามความจำเป็นและความต้องการแบบรื่นรมย์ในชีวิต ในส่วนความจำเป็นก็คือ จำเป็นต่อชีวิต เช่น ค่าอาหาร ค่านํ้าค่าไฟ เป็นต้น ถ้าไม่มีก็คงไม่ได้ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อความรื่นรมย์ เช่น การ ไปเที่ยว ช็อปปิ้งนี่ก็ต้องมีบ้าง แต่ปัญหาของคนที่มีชีวิตแบบเงินออมติดลบ เมื่อย้อนไปดูก็มักพบว่ามีค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องจ่ายสูงเกินไป (มากกว่า 40% ของรายได้) และยังมีค่าใช้จ่ายผันแปรมากเกินไป ทำให้รายรับสุทธิติดลบ หรือ ไม่ติดลบก็มีเงินออมในระดับที่ตํ่าเกินไป ใครอยากมีเงินออมเพิ่ม ลองหยิบงบรายได้รายจ่ายมาดู และใส่เทคนิคที่ผมเล่า ลองไปใช้ดูครับ

2. งบดุล

จากภาพแสดงโครงสร้างของงบดุลของบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วย สินทรัพย์ และหนี้สิน ณ ขณะใดขณะหนึ่งของบุคคล ถ้าเราอยากรู้ความมั่งคั่งของบุคคลก็ง่ายๆ ครับ ทำได้ดังนี้

จากสมการนี้ ความมั่งคั่งจะเพิ่มได้ ทำได้ 2 ทางครับ เพิ่มสินทรัพย์ และลดหนี้สิน เวลาเราเดินทางไปในชีวิต ความมั่งคั่งของราควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยการบริหารให้หนี้สินลดลง โดยเฉพาะหนี้ระยะยาวก้อนใหญ่ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ ควรจะมีระดับลดลงเรื่อยๆ และไม่ควรก่อหนี้ก้อนใหม่ที่ไม่จำเป็นอีก เพราะชีวติเราไม่มีเวลามากมาคอยปลดหนี้ใหญ่ได้หลายครั้ง 

ส่วนสินทรัพย์ในชีวิตนั้น เราควรมีสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินสด เงินฝากออมทรัพย์ เพื่อรองรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือรองรับเหตุฉุกเฉินดังกรณีเหตุการณ์ Covid-19 นี้ หากเราไม่มีบัญชีเงินฝากสำรองไว้ใช้จ่าย ใครที่ตกงานจากเหตุการณ์นี้จะลำบากมาก 

เทคนิคที่ผมอยากบอกในเรื่องนี้ก็คือ เราควรมีบัญชีสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉิน แยกจากบัญชีอื่นโดยมียอดเงินประมาณ 6 เดือนของรายจ่ายประจำเดือนของเรา เช่น ถ้าเราต้องใช้จ่ายขั้นตํ่าเดือนละ 10,000 บาท เราก็ควรมีบัญชีสำรองนี้ในยอดไม่ตํ่ากว่า 60,000 บาท ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์สภาพคล่อง 

ในด้านสินทรัพย์ส่วนตัวนั้น อาจเป็น บ้านพร้อมที่ดิน หรือคอนโดเพื่อใช้อยู่อาศัย รถยนต์ และสินทรัพย์ส่วนตัวอื่นๆ เช่น เครื่องประดับ สินทรัพย์เหล่านี้โดยทั่วไปเราจะไม่ได้มีไว้เพื่อขาย ถ้าไม่ถึงขั้นอับจนจริงๆ แต่มีไว้เพื่อใช้ ประโยชน์ การมีสินทรัพย์เหล่านี้มากเกินไปจะไม่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกับเข้าไปที่งบรายได้รายจ่าย 

สินทรัพย์ที่ในอนาคตจะมีความสำคัญต่อชีวิตของเราคือ สินทรัพย์ลงทุน ซึ่งอาจอยู่ในหลายลักษณะ เช่น เงินฝาก หุ้นสามัญ ตราสารหนี้ กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ โลหะมีค่า เป็นต้น ซึ่งเราควรทยอยสะสม และจัดสัดส่วนตามสไตล์ที่เราชอบ ความถนัดในการลงทุน รวมทั้งตามระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ โดยจัดแล้ว และบริหารแล้ว ควรให้ได้รับอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยในอัตราที่ดีกว่าอัตราผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งปัจจุบันได้รับในอัตราที่ตํ่ามาก 

เช่น จัดแล้วทำให้เดินทางไปในอัตรา 5% ต่อปี แม้มีความเสี่ยง แต่ก็ดีกว่าเดินทางไปในอัตรา 0.5% ซึ่งไปช้ามากกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เรื่องความเสี่ยงเป็นเรื่องที่จะต้องไปเรียนรู้ เพราะสามารถบริหารจัดการได้ แต่จะยิ่งเสี่ยงมากกว่า ถ้าไม่เรียนรู้ที่จะลงทุนเลย 

เคล็ดลับก็คือ เวลาเราเดินทางชีวิตไปยังอนาคต สินทรัพย์ที่ควรเพิ่มมากขึ้น คือ สินทรัพย์ลงทุน เพราะสามารถจะไปสร้างรายได้ให้นอกเหนือจาก Human Asset ของเรา เวลาเรามีเงินออมหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ควรวิ่งมาเพิ่มสินทรัพย์ลงทุนแล้ว ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลงทุนก็จะวิ่งไปเพิ่มรายได้ในงบรายได้รายจ่าย ซึ่งทำให้เงินออมเพิ่มมากกว่าเดิมอีก แบบนี้เขาถึงเรียกว่า “มั่งคั่งไม่รู้จบ” ซึ่งเป็นคาถาของเศรษฐีนั่นเอง 

อ่านประกอบ

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (2) วิธีวัดความมั่งคั่ง

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (1)


Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 03, 2020 at 11:40AM
https://ift.tt/2Z9gTO0

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (3) สำรวจสุขภาพทางการเงิน - thansettakij.com
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Friday, September 4, 2020

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (3) สำรวจสุขภาพทางการเงิน - thansettakij.com

serenalisa.blogspot.com

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (3) สำรวจสุขภาพทางการเงิน คอลัมน์เศรษฐทัศน์ โดย รศ.(พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,606 หน้า 5 วันที่ 3 - 5 กันยายน 2563

ในตอนที่ 3 ของบทความเรื่องนี้ ผมอยากแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการสำรวจสุขภาพทางการเงินผ่านงบการเงินส่วนบุคคล เวลาเราต้องการดูว่าเรามีความมั่นคงทางการเงินแค่ไหน หรือบางคนต้องการดูว่า ทำไมเรายังจนอยู่ หรือ เรารวยหรือยัง เราสามารถสำรวจสถานะการเงินของตนเอง ผ่านงบการเงินของเราได้ ซึ่งไม่ยากเลยครับ 

งบการเงินส่วนบุคคล แบ่งได้เป็น 2 งบ ได้แก่ งบรายได้รายจ่าย (บางแห่งเรียกว่า งบกระแสเงินสด) และงบดุล (บางแห่งเรียกงบแสดงฐานะการเงิน) ซึ่งสรุปแก่นเนื้อหาได้ดังนี้

1. งบรายได้รายจ่าย

เป็นงบที่แสดงให้เห็นในรอบระยะเวลาหนึ่งเช่น 1 เดือน หรือ 1 ปี เรามีรายรับที่เป็นเงินเข้ามาจากทางใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด และมีรายจ่ายออกไปในทางใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าใด  โดยหลักการแล้ว คนที่มีสุขภาพการเงินดี ย่อมมีรายรับ มากกว่า รายจ่าย หรือรับ ลบ จ่าย ต้องเป็นบวก 

คนที่มีรายรับมากกว่ารายจ่าย ส่วนต่างเราอาจเรียกว่า เงินออม ซึ่งเป็นเงินที่เหลือเก็บไว้เพื่อเอาไปทำประโยชน์ เช่น ลงทุนเพื่อเอาไว้ตอบสนองเป้าหมายตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต ทั้งในส่วนที่เราวางแผนไว้ หรือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ 

ทำไมเราจึงควรเก็บเงินออมสะสมไว้ ไม่ใช้จ่ายจนหมดในแต่ละงวด เหตุผลก็คือ การบริโภค หรือ การใช้จ่ายเกิดขึ้นตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิต แต่รายได้โดยเฉพาะจากการทำงานอาจเกิดขึ้นได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งจนถึงช่วงเราเกษียณเท่านั้น เงินออมหรือเงินลงทุนที่เราสะสมไว้ จึงเปรียบเหมือนเสบียงที่เราเก็บไว้ใช้ยามที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว 

คนที่ออมมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นคนที่เข้าใจหลักการและมีพื้นฐานที่จะทำให้ชีวิตมีความมั่นคงทางการเงิน แต่คนที่รายรับน้อยกว่ารายจ่าย แบบนี้เรียกว่าชีวิตติดลบแล้ว โดยธรรมชาติก็จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ซึ่งมีทั้งดอกและเงินต้นที่ต้องคืนกลับให้เจ้าหนี้ในอนาคต กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มต่อไป ถ้าไม่สามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ชีวิตก็จะติดลบซํ้าซาก และต้องกู้หนี้ต่อไป ทำให้หนี้สินล้นพ้นตัว จนล้มละลายได้

เทคนิคง่ายๆ นอกเหนือจากการคุมภาพรวมให้รายได้มากกว่ารายจ่าย เพื่อให้มีเงินออมเป็นบวกแล้ว ก็คือ เทคนิคการเพิ่มรายได้ รายได้จากการทำงานถือว่าเป็นรายได้หลักของมนุษย์ที่มีร่างกายและสมองมีความชำนาญในวิชาชีพต่างๆ กันไป การพัฒนาตนเองให้เกิดความรู้ประสบการณ์และเติบโตในหน้าที่การงาน จะเป็นแหล่งที่มาอย่างต่อเนื่องของรายได้จากการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันไปสู่อนาคต บางคนขยันหาอาชีพเสริมช่วงนอกเวลาการทำงานประจำ นี่ก็ยิ่งทำให้ Human Asset ของตัวเองมีค่ามากขึ้นไปอีก 

อย่างไรก็ตาม Human Asset ของเรามีขีดจำกัด เช่น ร่างกายและสมองของเราก็ต้องการพักผ่อน ต้องการเวลาให้กับชีวิตส่วนตัว และพักผ่อนด้วย ดังนั้น จึงควรให้สินทรัพย์ชนิดอื่นทำงานสร้างรายได้ให้เราด้วย เงินออมที่เรา สะสมจึงถูกนำกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างดอกผลให้กลับมาเป็นรายได้ส่วนเพิ่มจากการลงทุน ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มของเงินออม ช่วยให้มี ความมั่นคงทางการเงินมากกว่าเดิมไปอีกแบบต่อเนื่อง 


ใครอยากมีเงินออมเพิ่ม ยังมีอีกเทคนิคหนึ่ง คือ การบริหารรายจ่าย ในชีวิตของคนเราอาจมีค่าใช้จ่ายประเภทที่ต้องจ่ายไปทุกเดือน เช่น ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ซึ่งเราต้องคอยควบคุมไม่ให้สูงจนเราผ่อนไม่ไหว หลักการก็คือว่าอย่าให้ค่าใช้จ่ายผ่อนหนี้เกินกว่า 40% ของรายได้รวมของเรา เพราะเรายังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่ต้องมีในชีวิตเราอีก ซึ่งก็คือ ค่าใช้จ่ายผันแปร ที่ว่าผันแปรก็คือแปรตามความจำเป็นและความต้องการแบบรื่นรมย์ในชีวิต ในส่วนความจำเป็นก็คือ จำเป็นต่อชีวิต เช่น ค่าอาหาร ค่านํ้าค่าไฟ เป็นต้น ถ้าไม่มีก็คงไม่ได้ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อความรื่นรมย์ เช่น การ ไปเที่ยว ช็อปปิ้งนี่ก็ต้องมีบ้าง แต่ปัญหาของคนที่มีชีวิตแบบเงินออมติดลบ เมื่อย้อนไปดูก็มักพบว่ามีค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องจ่ายสูงเกินไป (มากกว่า 40% ของรายได้) และยังมีค่าใช้จ่ายผันแปรมากเกินไป ทำให้รายรับสุทธิติดลบ หรือ ไม่ติดลบก็มีเงินออมในระดับที่ตํ่าเกินไป ใครอยากมีเงินออมเพิ่ม ลองหยิบงบรายได้รายจ่ายมาดู และใส่เทคนิคที่ผมเล่า ลองไปใช้ดูครับ

2. งบดุล

จากภาพแสดงโครงสร้างของงบดุลของบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วย สินทรัพย์ และหนี้สิน ณ ขณะใดขณะหนึ่งของบุคคล ถ้าเราอยากรู้ความมั่งคั่งของบุคคลก็ง่ายๆ ครับ ทำได้ดังนี้

จากสมการนี้ ความมั่งคั่งจะเพิ่มได้ ทำได้ 2 ทางครับ เพิ่มสินทรัพย์ และลดหนี้สิน เวลาเราเดินทางไปในชีวิต ความมั่งคั่งของราควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยการบริหารให้หนี้สินลดลง โดยเฉพาะหนี้ระยะยาวก้อนใหญ่ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ ควรจะมีระดับลดลงเรื่อยๆ และไม่ควรก่อหนี้ก้อนใหม่ที่ไม่จำเป็นอีก เพราะชีวติเราไม่มีเวลามากมาคอยปลดหนี้ใหญ่ได้หลายครั้ง 

ส่วนสินทรัพย์ในชีวิตนั้น เราควรมีสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินสด เงินฝากออมทรัพย์ เพื่อรองรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือรองรับเหตุฉุกเฉินดังกรณีเหตุการณ์ Covid-19 นี้ หากเราไม่มีบัญชีเงินฝากสำรองไว้ใช้จ่าย ใครที่ตกงานจากเหตุการณ์นี้จะลำบากมาก 

เทคนิคที่ผมอยากบอกในเรื่องนี้ก็คือ เราควรมีบัญชีสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉิน แยกจากบัญชีอื่นโดยมียอดเงินประมาณ 6 เดือนของรายจ่ายประจำเดือนของเรา เช่น ถ้าเราต้องใช้จ่ายขั้นตํ่าเดือนละ 10,000 บาท เราก็ควรมีบัญชีสำรองนี้ในยอดไม่ตํ่ากว่า 60,000 บาท ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์สภาพคล่อง 

ในด้านสินทรัพย์ส่วนตัวนั้น อาจเป็น บ้านพร้อมที่ดิน หรือคอนโดเพื่อใช้อยู่อาศัย รถยนต์ และสินทรัพย์ส่วนตัวอื่นๆ เช่น เครื่องประดับ สินทรัพย์เหล่านี้โดยทั่วไปเราจะไม่ได้มีไว้เพื่อขาย ถ้าไม่ถึงขั้นอับจนจริงๆ แต่มีไว้เพื่อใช้ ประโยชน์ การมีสินทรัพย์เหล่านี้มากเกินไปจะไม่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกับเข้าไปที่งบรายได้รายจ่าย 

สินทรัพย์ที่ในอนาคตจะมีความสำคัญต่อชีวิตของเราคือ สินทรัพย์ลงทุน ซึ่งอาจอยู่ในหลายลักษณะ เช่น เงินฝาก หุ้นสามัญ ตราสารหนี้ กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ โลหะมีค่า เป็นต้น ซึ่งเราควรทยอยสะสม และจัดสัดส่วนตามสไตล์ที่เราชอบ ความถนัดในการลงทุน รวมทั้งตามระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ โดยจัดแล้ว และบริหารแล้ว ควรให้ได้รับอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยในอัตราที่ดีกว่าอัตราผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งปัจจุบันได้รับในอัตราที่ตํ่ามาก 

เช่น จัดแล้วทำให้เดินทางไปในอัตรา 5% ต่อปี แม้มีความเสี่ยง แต่ก็ดีกว่าเดินทางไปในอัตรา 0.5% ซึ่งไปช้ามากกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เรื่องความเสี่ยงเป็นเรื่องที่จะต้องไปเรียนรู้ เพราะสามารถบริหารจัดการได้ แต่จะยิ่งเสี่ยงมากกว่า ถ้าไม่เรียนรู้ที่จะลงทุนเลย 

เคล็ดลับก็คือ เวลาเราเดินทางชีวิตไปยังอนาคต สินทรัพย์ที่ควรเพิ่มมากขึ้น คือ สินทรัพย์ลงทุน เพราะสามารถจะไปสร้างรายได้ให้นอกเหนือจาก Human Asset ของเรา เวลาเรามีเงินออมหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ควรวิ่งมาเพิ่มสินทรัพย์ลงทุนแล้ว ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลงทุนก็จะวิ่งไปเพิ่มรายได้ในงบรายได้รายจ่าย ซึ่งทำให้เงินออมเพิ่มมากกว่าเดิมอีก แบบนี้เขาถึงเรียกว่า “มั่งคั่งไม่รู้จบ” ซึ่งเป็นคาถาของเศรษฐีนั่นเอง 

อ่านประกอบ

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (2) วิธีวัดความมั่งคั่ง

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (1)


Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 03, 2020 at 11:40AM
https://ift.tt/3bmHwnK

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (3) สำรวจสุขภาพทางการเงิน - thansettakij.com
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Thursday, September 3, 2020

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (3) สำรวจสุขภาพทางการเงิน - เอ็มเอสเอ็น

serenalisa.blogspot.com

ในตอนที่ 3 ของบทความเรื่องนี้ ผมอยากแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการสำรวจสุขภาพทางการเงินผ่านงบการเงินส่วนบุคคล เวลาเราต้องการดูว่าเรามีความมั่นคงทางการเงินแค่ไหน หรือบางคนต้องการดูว่า ทำไมเรายังจนอยู่ หรือ เรารวยหรือยัง เราสามารถสำรวจสถานะการเงินของตนเอง ผ่านงบการเงินของเราได้ ซึ่งไม่ยากเลยครับ 

 

งบการเงินส่วนบุคคล แบ่งได้เป็น 2 งบ ได้แก่ งบรายได้รายจ่าย (บางแห่งเรียกว่า งบกระแสเงินสด) และงบดุล (บางแห่งเรียกงบแสดงฐานะการเงิน) ซึ่งสรุปแก่นเนื้อหาได้ดังนี้

 

1. งบรายได้รายจ่าย

 

เป็นงบที่แสดงให้เห็นในรอบระยะเวลาหนึ่งเช่น 1 เดือน หรือ 1 ปี เรามีรายรับที่เป็นเงินเข้ามาจากทางใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด และมีรายจ่ายออกไปในทางใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าใด  โดยหลักการแล้ว คนที่มีสุขภาพการเงินดี ย่อมมีรายรับ มากกว่า รายจ่าย หรือรับ ลบ จ่าย ต้องเป็นบวก 

 

คนที่มีรายรับมากกว่ารายจ่าย ส่วนต่างเราอาจเรียกว่า เงินออม ซึ่งเป็นเงินที่เหลือเก็บไว้เพื่อเอาไปทำประโยชน์ เช่น ลงทุนเพื่อเอาไว้ตอบสนองเป้าหมายตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต ทั้งในส่วนที่เราวางแผนไว้ หรือเหตุฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ 

 

ทำไมเราจึงควรเก็บเงินออมสะสมไว้ ไม่ใช้จ่ายจนหมดในแต่ละงวด เหตุผลก็คือ การบริโภค หรือ การใช้จ่ายเกิดขึ้นตลอดทุกช่วงเวลาของชีวิต แต่รายได้โดยเฉพาะจากการทำงานอาจเกิดขึ้นได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งจนถึงช่วงเราเกษียณเท่านั้น เงินออมหรือเงินลงทุนที่เราสะสมไว้ จึงเปรียบเหมือนเสบียงที่เราเก็บไว้ใช้ยามที่เราไม่ได้ทำงานแล้ว 

 

คนที่ออมมาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นคนที่เข้าใจหลักการและมีพื้นฐานที่จะทำให้ชีวิตมีความมั่นคงทางการเงิน แต่คนที่รายรับน้อยกว่ารายจ่าย แบบนี้เรียกว่าชีวิตติดลบแล้ว โดยธรรมชาติก็จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ก็ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา ซึ่งมีทั้งดอกและเงินต้นที่ต้องคืนกลับให้เจ้าหนี้ในอนาคต กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มต่อไป ถ้าไม่สามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่าย ชีวิตก็จะติดลบซํ้าซาก และต้องกู้หนี้ต่อไป ทำให้หนี้สินล้นพ้นตัว จนล้มละลายได้

  © สนับสนุนโดย Thansettakij    

เทคนิคง่ายๆ นอกเหนือจากการคุมภาพรวมให้รายได้มากกว่ารายจ่าย เพื่อให้มีเงินออมเป็นบวกแล้ว ก็คือ เทคนิคการเพิ่มรายได้ รายได้จากการทำงานถือว่าเป็นรายได้หลักของมนุษย์ที่มีร่างกายและสมองมีความชำนาญในวิชาชีพต่างๆ กันไป การพัฒนาตนเองให้เกิดความรู้ประสบการณ์และเติบโตในหน้าที่การงาน จะเป็นแหล่งที่มาอย่างต่อเนื่องของรายได้จากการทำงานที่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันไปสู่อนาคต บางคนขยันหาอาชีพเสริมช่วงนอกเวลาการทำงานประจำ นี่ก็ยิ่งทำให้ Human Asset ของตัวเองมีค่ามากขึ้นไปอีก 

 

อย่างไรก็ตาม Human Asset ของเรามีขีดจำกัด เช่น ร่างกายและสมองของเราก็ต้องการพักผ่อน ต้องการเวลาให้กับชีวิตส่วนตัว และพักผ่อนด้วย ดังนั้น จึงควรให้สินทรัพย์ชนิดอื่นทำงานสร้างรายได้ให้เราด้วย เงินออมที่เรา สะสมจึงถูกนำกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างดอกผลให้กลับมาเป็นรายได้ส่วนเพิ่มจากการลงทุน ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มของเงินออม ช่วยให้มี ความมั่นคงทางการเงินมากกว่าเดิมไปอีกแบบต่อเนื่อง 

     

ใครอยากมีเงินออมเพิ่ม ยังมีอีกเทคนิคหนึ่ง คือ การบริหารรายจ่าย ในชีวิตของคนเราอาจมีค่าใช้จ่ายประเภทที่ต้องจ่ายไปทุกเดือน เช่น ค่าผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ซึ่งเราต้องคอยควบคุมไม่ให้สูงจนเราผ่อนไม่ไหว หลักการก็คือว่าอย่าให้ค่าใช้จ่ายผ่อนหนี้เกินกว่า 40% ของรายได้รวมของเรา เพราะเรายังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ ที่ต้องมีในชีวิตเราอีก ซึ่งก็คือ ค่าใช้จ่ายผันแปร ที่ว่าผันแปรก็คือแปรตามความจำเป็นและความต้องการแบบรื่นรมย์ในชีวิต ในส่วนความจำเป็นก็คือ จำเป็นต่อชีวิต เช่น ค่าอาหาร ค่านํ้าค่าไฟ เป็นต้น ถ้าไม่มีก็คงไม่ได้ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพื่อความรื่นรมย์ เช่น การ ไปเที่ยว ช็อปปิ้งนี่ก็ต้องมีบ้าง แต่ปัญหาของคนที่มีชีวิตแบบเงินออมติดลบ เมื่อย้อนไปดูก็มักพบว่ามีค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องจ่ายสูงเกินไป (มากกว่า 40% ของรายได้) และยังมีค่าใช้จ่ายผันแปรมากเกินไป ทำให้รายรับสุทธิติดลบ หรือ ไม่ติดลบก็มีเงินออมในระดับที่ตํ่าเกินไป ใครอยากมีเงินออมเพิ่ม ลองหยิบงบรายได้รายจ่ายมาดู และใส่เทคนิคที่ผมเล่า ลองไปใช้ดูครับ

 

2. งบดุล

  © สนับสนุนโดย Thansettakij    

จากภาพแสดงโครงสร้างของงบดุลของบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วย สินทรัพย์ และหนี้สิน ณ ขณะใดขณะหนึ่งของบุคคล ถ้าเราอยากรู้ความมั่งคั่งของบุคคลก็ง่ายๆ ครับ ทำได้ดังนี้

  © สนับสนุนโดย Thansettakij  

จากสมการนี้ ความมั่งคั่งจะเพิ่มได้ ทำได้ 2 ทางครับ เพิ่มสินทรัพย์ และลดหนี้สิน เวลาเราเดินทางไปในชีวิต ความมั่งคั่งของราควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยการบริหารให้หนี้สินลดลง โดยเฉพาะหนี้ระยะยาวก้อนใหญ่ เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ ควรจะมีระดับลดลงเรื่อยๆ และไม่ควรก่อหนี้ก้อนใหม่ที่ไม่จำเป็นอีก เพราะชีวติเราไม่มีเวลามากมาคอยปลดหนี้ใหญ่ได้หลายครั้ง 

ส่วนสินทรัพย์ในชีวิตนั้น เราควรมีสินทรัพย์สภาพคล่อง เช่น เงินสด เงินฝากออมทรัพย์ เพื่อรองรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือรองรับเหตุฉุกเฉินดังกรณีเหตุการณ์ Covid-19 นี้ หากเราไม่มีบัญชีเงินฝากสำรองไว้ใช้จ่าย ใครที่ตกงานจากเหตุการณ์นี้จะลำบากมาก 

เทคนิคที่ผมอยากบอกในเรื่องนี้ก็คือ เราควรมีบัญชีสำรองเผื่อเหตุฉุกเฉิน แยกจากบัญชีอื่นโดยมียอดเงินประมาณ 6 เดือนของรายจ่ายประจำเดือนของเรา เช่น ถ้าเราต้องใช้จ่ายขั้นตํ่าเดือนละ 10,000 บาท เราก็ควรมีบัญชีสำรองนี้ในยอดไม่ตํ่ากว่า 60,000 บาท ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์สภาพคล่อง 

ในด้านสินทรัพย์ส่วนตัวนั้น อาจเป็น บ้านพร้อมที่ดิน หรือคอนโดเพื่อใช้อยู่อาศัย รถยนต์ และสินทรัพย์ส่วนตัวอื่นๆ เช่น เครื่องประดับ สินทรัพย์เหล่านี้โดยทั่วไปเราจะไม่ได้มีไว้เพื่อขาย ถ้าไม่ถึงขั้นอับจนจริงๆ แต่มีไว้เพื่อใช้ ประโยชน์ การมีสินทรัพย์เหล่านี้มากเกินไปจะไม่ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกับเข้าไปที่งบรายได้รายจ่าย 

       

สินทรัพย์ที่ในอนาคตจะมีความสำคัญต่อชีวิตของเราคือ สินทรัพย์ลงทุน ซึ่งอาจอยู่ในหลายลักษณะ เช่น เงินฝาก หุ้นสามัญ ตราสารหนี้ กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ โลหะมีค่า เป็นต้น ซึ่งเราควรทยอยสะสม และจัดสัดส่วนตามสไตล์ที่เราชอบ ความถนัดในการลงทุน รวมทั้งตามระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ โดยจัดแล้ว และบริหารแล้ว ควรให้ได้รับอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยในอัตราที่ดีกว่าอัตราผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งปัจจุบันได้รับในอัตราที่ตํ่ามาก 

 

เช่น จัดแล้วทำให้เดินทางไปในอัตรา 5% ต่อปี แม้มีความเสี่ยง แต่ก็ดีกว่าเดินทางไปในอัตรา 0.5% ซึ่งไปช้ามากกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เรื่องความเสี่ยงเป็นเรื่องที่จะต้องไปเรียนรู้ เพราะสามารถบริหารจัดการได้ แต่จะยิ่งเสี่ยงมากกว่า ถ้าไม่เรียนรู้ที่จะลงทุนเลย 

 

เคล็ดลับก็คือ เวลาเราเดินทางชีวิตไปยังอนาคต สินทรัพย์ที่ควรเพิ่มมากขึ้น คือ สินทรัพย์ลงทุน เพราะสามารถจะไปสร้างรายได้ให้นอกเหนือจาก Human Asset ของเรา เวลาเรามีเงินออมหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ควรวิ่งมาเพิ่มสินทรัพย์ลงทุนแล้ว ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ลงทุนก็จะวิ่งไปเพิ่มรายได้ในงบรายได้รายจ่าย ซึ่งทำให้เงินออมเพิ่มมากกว่าเดิมอีก แบบนี้เขาถึงเรียกว่า “มั่งคั่งไม่รู้จบ” ซึ่งเป็นคาถาของเศรษฐีนั่นเอง 

 

อ่านประกอบ

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (2) วิธีวัดความมั่งคั่ง

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (1)

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 04, 2020 at 10:30AM
https://ift.tt/2Z04oED

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (3) สำรวจสุขภาพทางการเงิน - เอ็มเอสเอ็น
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Tuesday, September 1, 2020

ไทยยูเนี่ยนฯ ลงทุนเพิ่ม Red Lobster ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ - ผู้จัดการออนไลน์

serenalisa.blogspot.com


ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป ลงทุนเพิ่มใน Red Lobster ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ พร้อมจับมือพันธมิตรใหม่เดินหน้าธุรกิจ ด้านบอร์ดบริษัทเชื่อเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ TU และผู้ถือหุ้นของ TU

นายธีรพงศ์ จันศิริ กรรมการบริษัท บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU แจ้งว่า บริษัท Thai Union Investments North America LLC (TUINA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในสหรัฐอเมริกาได้มาของหน่วยลงทุนสามัญ จำนวน 1,040,000 หน่วย ซึ่งคิดเป็นร้อยละ13.68 ของหน่วยลงทุนสามัญที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดก่อนการปรับลดในบริษัท Red Lobster Master Holdings ผ่านบริษัท Thai Union Investments North America LLC (TUINA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ก่อนการได้มาในครั้งนี้ TU มีหน่วยลงทุนสามัญทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านบริษัท TUINA ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในสหรัฐอเมริกา 2,500,000 หน่วย (เทียบได้กับการเข้าลงทุน คิดเป็นสัดส่วนที่ปรับลดแล้วเท่ากับร้อยละ 25 ของหน่วยลงทุนที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด) และ 2,400,000 หน่วย ลงทุนบุริมสิทธิที่แปลงสภาพได้ (เทียบได้กับการเข้าลงทุนคิดเป็นสัดส่วนที่ปรับลดแลว้เท่ากับร้อยละ 24 ของหน่วยลงทุนที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด) ของ RLMH ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหาร Red Lobster

ดังนั้น TU โดยคณะกรรมการบริหาร (Executive Committee) ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท ได้อนุมัติให้ TUINA ซื้อหน่วยลงทุนสามัญเพิ่มเติม 1,040,000 หน่วย (คิดเป็นร้อยละ 13.68 ของหน่วยลงทุนสามัญที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดก่อนการปรับลด) ใน RLMH จาก GGCOF RL Splitter, L.P. (Splitter) ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของ Golden Gate CapitalOpportunity Fund, L.P. (ธุรกรรม)

นอกจากการได้มาซึ่งสินทรัพย์เพิ่มเติมแล้ว TUINA ยังได้ทำข้อตกลงและเงื่อนไขอื่นๆ กับกลุ่มนักลงทุนใหม่ใน RLMH ด้วย ทำให้การสัดส่วนการถือหุ้นจะไม่เกินกว่าร้อยละ 25 ของหน่วยลงทุนที่ปรับลดแล้วทั้งหมดโดย TUINA จะยังคงมีหน่วยลงทุนบุริมสิทธิ 2,400,000 หน่วย (เทียบได้กับการเข้าลงทุนคิดเป็นสัดส่วนที่ปรับลดแล้วเท่ากับร้อยละ 24 ของหน่วยลงทุนที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด) ของ RLMH

หลังจากการทำธุรกรรมนี้ TUINA จะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญที่สุด ของ RLMH และด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ TU คาดว่าจะร่วมผลักดันและส่งเสริมแผนธุรกิจของ RLMH รวมถึงเพิ่มความร่วมมือกับ TU ในฐานะผู้ผลิตและการเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารทะเลในสหรัฐอเมริกา และช่องทางการจัดจำหน่ายซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการเติบโตและการพัฒนาต่อไป ขณะที่คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่าการลงทุนดังกล่าวข้างต้นเป็นการเข้าทำรายการที่มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ TU และผู้ถือหุ้นของ TU

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
September 01, 2020 at 05:41PM
https://ift.tt/3bjQPF4

ไทยยูเนี่ยนฯ ลงทุนเพิ่ม Red Lobster ขึ้นแท่นผู้ถือหุ้นใหญ่ - ผู้จัดการออนไลน์
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Saturday, August 29, 2020

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (2) วิธีวัดความมั่งคั่ง - ฐานเศรษฐกิจ

serenalisa.blogspot.com

คอลัมน์เศรษฐทัศน์  โดย  รศ.(พิเศษ) ดร.กฤษฎา เสกตระกูล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,605 หน้า 5 วันที่ 30 สิงหาคม - 2 กันยายน 2563

เราจะรู้อย่างไรว่าเรามีความมั่งคั่งแล้ว? เป็นคำถามที่คนจำนวนมากอยากจะทราบ เพราะบ่อยครั้งที่ชอบบ่นว่า “ทำไมไม่รวยสักที” หรือ “เมื่อไรถึงจะรวย” เนื้อหาในตอนนี้จะอธิบายถึงวิธีวัดความมั่งคั่งว่าสถานการณ์ ที่บอกว่าเรามีอิสรภาพทางการเงิน คือ สถานการณ์อย่างไร

1) ก่อนจะรวยต้องอยู่รอดให้ได้ก่อน 

ก่อนที่เราจะมีอิสระภาพทางการเงิน ควรตรวจสอบตนเองก่อนว่าอยู่รอดได้หรือไม่ ซึ่งสามารถดูง่ายๆ ได้จากอัตราส่วนความอยู่รอด (survival ratio)

อัตราส่วนความอยู่รอด = (รายได้จากการทำงาน + รายได้จากทรัพย์สิน) / รายจ่าย

ลองคำนวณรายได้และรายจ่ายของเราอย่างคร่าวๆ เป็นรายปีก็ได้ โดยที่รายได้นั้นคำนวณมาจาก ทั้งการทำงาน และรายได้จากทรัพย์สิน เช่น เงินปันผลจากหุ้นและค่าเช่าจากบ้านหรือคอนโดให้เช่า เป็นต้น

ตัวอย่าง มาลินีเป็นพนักงานประจำของบริษัทแห่งหนึ่ง มีรายได้จากการทำงานหลังหักภาษีต่อปี 500,000 บาท มีรายได้จากสินทรัพย์ ได้แก่ เงินปันผลจากหุ้นสามัญของบริษัทที่มีความมั่งคั่งและจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ปีละประมาณ 10,000 บาท (จากเงินลงทุน 200,000 บาท) และมีรายได้ค่าเช่าคอนโดอีกปีละประมาณ 100,000 บาท (จากเงินลงทุน 1,500,000 บาท) มาลินีมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพและอื่นๆ เท่ากับ 360,000 บาทต่อปี

อัตราส่วนความอยู่รอด = (500,000 + 10,000 + 100,000)/ 360,000 = 1.69 เท่า

จากตัวอย่างนี้ ถ้าอัตราส่วนความอยู่รอดนี้มากกว่า 1 ก็แสดงว่ารายได้มากกว่ารายจ่าย หมายถึง เราสามารถดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ แต่ถ้าอัตราส่วนตํ่ากว่า 1 แสดงว่าแย่แน่ๆ จะอยู่รอดได้อย่างไร ถ้ารายได้เราน้อยกว่ารายจ่าย ดังนั้น ยิ่งอัตราส่วนนี้มากกว่า 1 ไปมากๆ ก็จะปลอดภัยในการอยู่รอดเท่านั้น ถึงตรงนี้อาจสรุปได้ว่าความเป็นไทขั้นต้นคือ การอยู่รอดได้ด้วยตนเองก่อน

2) รอดแล้ว เมื่อไรจะรวย 

คนชั้นกลางส่วนใหญ่ ถูกพบว่ามีระดับอัตราส่วนความอยู่รอด เกินกว่า 1 ไปไม่มาก แม้ว่าจะอยู่รอด แต่ก็รวยได้ยากเพราะมีเงินออมซึ่งเหลือจากรายได้หักค่าใช้จ่ายก็รีบร้อนนำไปใช้จ่าย หรือใช้เป็นเงินดาวน์ในการก่อหนี้เพื่อบริโภคทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินต้นและดอกเบี้ยตามมาอีก ระดับอัตราส่วนความอยู่รอดจึงไม่ไปไหนไกลเกินกว่า 1 แล้วอย่างนี้มีวิธีไหนที่จะรู้ว่ารวยและมีอิสรภาพทางการเงิน คำตอบคือ มี และเราสามารถดูได้จาก อัตรา ส่วนความมั่งคั่ง (Wealth Ratio)


อัตราส่วนความมั่งคั่ง = รายได้จากทรัพย์สิน / รายจ่าย

สูตรจะคล้ายๆ กับอัตราส่วนความอยู่รอด เพียงแต่ตัดรายได้จากการทำงานออกไปก่อนและเมื่อไรก็ตามที่อัตราส่วนความมั่งคั่งมากกว่า 1 แสดงว่าแม้ว่าเราจะไม่ทำงาน เราก็มีรายได้มาครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ สถานการณ์เช่นนี้ นี่เองที่เรียกว่า “อิสรภาพทางการเงิน” ที่ทุกคนใฝ่ฝันหา

รายได้จากสินทรัพย์ในที่นี้หมายถึงรายได้ที่มาจากทรัพย์สินต่างๆ ที่เราสะสมไว้ เช่น เงินฝาก หุ้น ตราสารหนี้ กองทุนรวม อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวนี้บ่งบอกว่า คนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องมีการลงทุนในทรัพย์สินประเภทต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้ได้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย ดังนั้นทรัพย์สินลงทุนต่างๆ จึงเป็นฐานของความมั่งคั่งที่นำไปใช้ต่อยอดความมั่งคั่งให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก ยิ่งอัตราส่วนนี้มากกว่า 1 ไปเท่าใด ระดับความมีอิสรภาพทางการเงินก็สูงมากขึ้นเท่านั้น

การไม่นำรายได้จากการทำงานมาคิด ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีอิสรภาพทางการเงินเป็นคนขี้เกียจ ที่จริงเมื่อเรามีอิสรภาพทางการเงิน เราจะยังทำงานอยู่ต่อไปก็ได้ ดีเสียอีก เพราะจะยิ่งทำให้อัตราส่วนความมั่งคั่งเพิ่มสูงมากขึ้น แต่การทำงานของคนที่มีอิสรภาพทางการเงินจะลดความกดดันลงไปมาก เพราะไม่ได้คิดว่าทำงานเพราะต้องการความอยู่รอด ในทางตรงข้ามจะสามารถสร้างสรรค์การทำงานให้เป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จได้อย่างเต็มที่จากอัตราส่วนความมั่งคั่ง

จะเห็นได้ว่ามนุษย์เงินเดือนยากมากที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน เพราะหลายๆ คนยังพึ่งพิงรายได้จากการทำงานเป็นเงินเดือนอย่างมาก และเมื่อไม่นำรายได้ส่วนนี้มาคิด หลายๆ คนจะมีอัตราส่วนความมั่งคั่งที่ตํ่ากว่า 1 การเรียนรู้เรื่องการลงทุนในทรัพย์สินประเทศต่างๆ หาหนทางที่จะทำรายได้จากทรัพย์สินเหล่านี้ ถือว่าเป็นเคล็ดลับสำหรับผู้ต้องการอิสรภาพทางการเงินทุกคน 

3) ความมั่งคั่งเขาวัดกันอย่างไร 

จากหัวข้อที่แล้ว ถ้าเราต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน การมีทรัพย์สินมากๆ ก็สามารถเป็นฐานของการสร้างความมั่งคั่งได้ คนที่มีทรัพย์สินมากก็มีโอกาสมีอิสรภาพทางการเงินได้มาก อย่างไรก็ดีต้องเป็นทรัพย์สินที่ปลอดภาระหนี้สินด้วยก็จะดี เพราะบางครั้งการได้มาของทรัพย์สินเราบางครั้งก็มีหนี้สินตามมาด้วย เช่น เราซื้อบ้านราคา 4 ล้านบาท โดยใช้เงินตนเองบางส่วน 5 แสนบาท และต้องกู้ธนาคารอีก 3.5 ล้านบาท แสดงว่าทรัพย์สิน 4 ล้านนี้มีภาระหนี้ 3.5 ล้านบาทตามมาด้วย ดังนั้นการจะวัดความมั่งคั่งของบุคคลจึงดูจากมูลค่าทรัพย์สินอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ ซึ่งแสดงได้ดังนี้

ความมั่งคั่ง = มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ = มูลค่าทรัพย์สินรวมของบุคคล - หนี้สินรวมของบุคคล

ยิ่งบุคคลมีทรัพย์สินสุทธิมีมูลค่ามากเท่าใด ก็มีโอกาสจะสร้างความมั่งคั่งได้มากเท่านั้น แต่ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยว่า 

ทรัพย์สินที่มีอยู่มีโอกาสสร้างรายได้ ได้มากน้อยเพียงใด

ทรัพย์สินที่เป็นตัวเรา (มนุษย์) สามารถทำงานหารายได้ได้มากน้อยเพียงใด

ปริมาณและคุณภาพของทรัพย์สินของบุคคลจะเป็นเครื่องบ่งบอกโอกาสของการสร้างความมั่งคั่ง และอิสรภาพทางการเงิน

เมื่อเรารู้ว่าการวัดความมั่งคั่งดูได้จาก ขนาดและมูลค่าของทรัพย์สินสิทธิ ยิ่งในแต่ละปีเราสามารถเพิ่มมูลค่าของทรัพย์สินสุทธิได้มากขึ้น ความมั่งคั่งของเราก็จะเพิ่มขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายถึงการบรรลุอิสรภาพทางการเงินโดยตรง แต่การมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมากๆ จะส่งผลดีไปยังโอกาสการสร้างรายได้จากทรัพย์สินเหล่านั้นได้มากขึ้นจนเมื่อถึงระดับที่เกินกว่าค่าใช้จ่ายของบุคคลไปมากๆ เราจึงจะเรียกว่าอิสรภาพทางการเงิน

แม้ว่าความมั่งคั่งจะถูกมองไปที่การมีทรัพย์สินสุทธิคงเหลือในมูลค่ามาก แต่ก็ต้องเข้าใจต้นตอด้วยว่า การเริ่มต้นจะเกิดจากการใช้ร่างกายของเราทำงาน ซึ่งต้องหาวิธีที่ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการหารายได้ (แต่ก็ต้องให้เกิดความสมดุลกับสุขภาพกายและสุขภาพจิตด้วย) และต้องควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี และต้องสร้างวินัยในการออม

ถัดจากนั้นก็ต้องรู้จักการนำเงินออมไปลงทุนในทรัพย์สิน โดยพื้นฐานก็คือ เงินฝาก แต่ถัดจากนั้นก็ต้องเรียนรู้ทรัพย์สินลงทุนประเภทอื่นๆ ด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยง และแสวงหาโอกาสที่ทำให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ซึ่งจะโยงไปยังการเพิ่มขึ้นของทรัพย์สินสุทธิในที่สุด

อย่างไรก็ดี คนจำนวนมากยังคุ้นเคยกับวิธีสะสมทรัพย์สินลงทุนใน รูปแบบเดิม เช่น เงินฝากธนาคาร ซึ่งผลตอบแทนน้อยแลกกับความเสี่ยงที่ตํ่ากว่าการลงทุนในทางเลือกอื่น ซึ่งอันนี้ ก็ไม่ว่ากัน เพราะเป็นสไตล์ความชอบ แต่ถ้าให้ผู้เขียวิเคราะห์ก็ต้องบอกว่าวิธีนี้เหมาะสมกับคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย 

แต่ถ้าคุณรับความเสี่ยงได้มาก คุณก็ต้องเรียนรู้กาลงทุนในรูปแบบอื่นด้วย เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หลักทรัพย์ เป็นต้น และควรกระจายการลงทุนไปในหลายๆ ประเภทเพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างโอกาสหาผลตอบแทนให้สูงขึ้น (แต่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ด้วย) ทำให้อัตราเร่งหรือระยะเวลาที่จะบรรลุอิสรภาพทางการเงินมีโอกาสจะเป็นจริงได้เร็วขึ้น 

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ การรู้จักเก็บออม (เช่น การฝากธนาคาร) เป็นสิ่งที่ดี ตรงกับแนวคิดที่เรียกว่า “การสร้างความมั่งคั่ง” (Wealth creation) แต่การลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ เป็นเทคนิคของ “การต่อยอดและสะสมความมั่งคั่ง” (Wealth Accumulation) ซึ่งต้องต่อด้วยคำว่า “ที่มีความเสี่ยง” เพื่อเตือนใจเราตลอดเวลาในการวาง แผนทางการเงิน 


Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
August 30, 2020 at 08:00AM
https://ift.tt/2QAzePF

การเงินมั่นคง ครัวเรือนมั่งคั่ง (2) วิธีวัดความมั่งคั่ง - ฐานเศรษฐกิจ
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Wednesday, August 26, 2020

"ปิติ" กางแผนนำ TMB ฝ่าวิกฤต ตุนสภาพคล่อง-ตั้งสำรองเพิ่มรับหนี้เสียพุ่ง - ประชาชาติธุรกิจ

serenalisa.blogspot.com
ปิติ ตัณฑเกษม ซีอีโอ TMB
สัมภาษณ์

ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ที่ยังอยู่ระหว่าง “เปลี่ยนผ่าน” ควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาต ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่หดตัวแรง จากพิษ “โควิด-19” นับเป็นความยากลำบากในการทำธุรกิจ เพราะต้องประคองทั้งลูกค้าและแบงก์ให้รอด โดยล่าสุด ในการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2563 ของธนาคาร เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา “ปิติ ตัณฑเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี ได้ฉายภาพแผนการรับมือปัจจัยความไม่แน่นอนที่จะเข้ามากระทบในช่วงที่เหลือของปีนี้

ปีนี้สินเชื่อไม่โต-เสี่ยงติดลบ

โดย “ปิติ” ฉายภาพธุรกิจธนาคารในปี 2563 ท่ามกลางวิกฤตไวรัสโควิด-19ว่า ปีนี้ธนาคารคงไม่สามารถมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อ เพื่อเพิ่มรายได้อย่างที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งได้แจ้งไปยังนักลงทุนสถาบันไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าการเติบโตของสินเชื่อปีนี้อาจเท่ากับ 0% และยังมีความเสี่ยงที่สินเชื่ออาจจะหดตัวเล็กน้อย เนื่องจากความต้องการใช้สินเชื่อที่ลดลง

“ในสถานการณ์แบบนี้การปล่อยสินเชื่อใหม่เติบโตได้ลำบาก เนื่องจากความต้องการสินเชื่อที่หดตัวลงในหลายธุรกิจหากเราไปเร่งปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่ยังมีความต้องการ แต่มีความเสี่ยงสูงก็จะมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้คืนในอนาคต”

ทว่า ในช่วงวิกฤตก็มีบางอุตสาหกรรมที่ยังสามารถเติบโตได้ อาทิ กลุ่มการแพทย์ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องการโครงการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งธนาคารจะเน้นรุกปล่อยสินเชื่อกลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อของแบงก์ประกอบด้วย สินเชื่อรถยนต์ 30%สินเชื่อบ้าน 22% สินเชื่อเอสเอ็มอี7% อื่น ๆ (ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่) 37% และสินเชื่อบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล 5%

เอ็นพีแอลส่อแตะ 3%

“ปิติ” กล่าวถึงแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของแบงก์ว่า คาดการณ์ว่าเอ็นพีแอลจะปรับขึ้นต่อเนื่องในปี 2564 โดยในปีนี้คาดว่าจะสามารถพยุงได้ในระดับหนึ่ง จากไตรมาส 1/2563 ธนาคารมีลูกหนี้ที่ไหลตกชั้นเป็นหนี้เสียขั้นที่ 3 (NPL stage 3) เพิ่มขึ้นส่งผลให้เอ็นพีแอลปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.76% จึงมีการตัดขายหนี้(write-off) ออกไป ทำให้หนี้เอ็นพีแอลปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.34% อย่างไรก็ดี ระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงคาดว่าตัวเลขเอ็นพีแอล ณ สิ้นปี 2563 มีความเสี่ยงจะปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3%

ครึ่งปีหลังตั้งสำรองเพิ่ม

ทั้งนี้ “ปิติ” กล่าวว่า แนวโน้มการตั้งสำรองหนี้ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ ยังมีเพิ่มขึ้น จากผลกระทบโควิด-19 ซึ่งทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ อาทิ การช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อรถยนต์ ที่ให้เว้นจ่ายหนี้ประมาณ 3 เดือน เป็นต้น ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าหลังจากหมดช่วงพักชำระหนี้แล้ว ลูกค้าจะสามารถกลับมาชำระหนี้ปกติได้เท่าใด

นอกจากนี้ หลังการควบรวมกิจการ พบว่าธนาคารธนชาตมีการลงทุนในหุ้นกู้ บมจ.การบินไทยอยู่ราว 3,150 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ได้ตั้งสำรองไปแล้วราว 50%และคาดการณ์ว่าหากการดำเนินการแก้หนี้ของ บมจ.การบินไทยเป็นไปตามแผน ธนาคารจะได้รับเงินคืนกลับมา

ปัจจุบันทีเอ็มบีมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 (tier 1) อยู่ที่ 18.95% และ 14.62% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ เพียงพอรับมือหนี้เสียที่จะเกิดในช่วงปี 2564-2565 ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อ หรือสำรองส่วนเกิน (LLR coverage) อยู่ที่ 106% และคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 114% ณ สิ้นปี 2563

จ่อระดมเงิน 2 แสนล้าน

ส่วนของแผนการระดมทุนในระยะถัดไป “ปิติ” บอกว่า ธนาคารได้ขอมติผู้ถือหุ้น อนุมัติวงเงินออกขายหุ้นกู้สกุลเงินบาทและ/หรือสกุลอื่น ๆในวงเงินไม่เกิน 200,000 ล้านบาท ทดแทนวงเงินเดิมที่ผู้ถือหุ้นได้อนุมัติไว้ในปี 2553 ที่จำนวนไม่เกิน 140,000 ล้านบาท ซึ่งผู้ถือหุ้นมีมติเห็นด้วย 99.5454%

“เดิม 2 ธนาคารแยกกันออกหุ้นกู้ แต่เมื่อรวมกัน แบงก์มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว วงเงินระดมทุนหุ้นกู้ ก็ควรจะต้องใหญ่ขึ้นตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะระดมทุนทันที เพราะธนาคารยังมีสภาพคล่องเพียงพอจากเงินฝากที่ล้น โดยเงินฝากรวมขยายตัว 115% มาอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากฐานเงินฝากที่เพิ่มขึ้น จากการรวมงบการเงินกับธนชาต ซึ่งมีเงินฝากรวม 7.4 แสนล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งมาจากกระแสเงินที่ไหลออกมาจากตลาดตราสารหนี้ ในช่วงต้นปี 2563 ที่เกิดปัญหาสภาพคล่องของกองทุนรวมตราสารหนี้ รวมถึงเงินที่ไหลออกมาจากตลาดหุ้นบางส่วน”

ทั้งนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณานำสภาพคล่องส่วนเกินไปลงทุน แต่คงต้องใช้เวลาพิจารณาก่อน เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าเงินฝากที่เพิ่มขึ้น จะเป็นเงินที่เข้ามาพักระยะสั้นหรือระยะยาว

พร้อมจ่ายปันผลผู้ถือหุ้น

ส่วนการจ่ายเงินปันผล ที่นักลงทุนคาดหวังให้ธนาคารจ่ายชดเชยเงินปันผลระหว่างกาลที่หายไปนั้น “ปิติ” กล่าวว่า ธนาคารพร้อมที่จะจ่ายเงินปันผล หากสถานการณ์กลับมาดีขึ้น โดยฐานะการเงินของธนาคารในปัจจุบันยังไม่มีความเสี่ยงที่จะต้องเพิ่มทุน ส่วนราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารที่ปรับลดลงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) เชื่อว่าสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว

ต้องยอมรับว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ธุรกิจแบงก์ก็คงต้องประคองตัวเองและลูกค้าให้อยู่รอดได้ด้วยกันไปก่อน

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
August 21, 2020 at 04:17PM
https://ift.tt/3l8hoBg

"ปิติ" กางแผนนำ TMB ฝ่าวิกฤต ตุนสภาพคล่อง-ตั้งสำรองเพิ่มรับหนี้เสียพุ่ง - ประชาชาติธุรกิจ
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Monday, August 24, 2020

หวิดวุ่น! "สุภรณ์" เคลียร์ได้ชายถอดเสื้อชูป้าย“ นายกคือความหวังของเรา” ใกล้ที่ประชุม ครม.สัญจร - ผู้จัดการออนไลน์

serenalisa.blogspot.com


ระยอง – หวิดวุ่น!  สุภรณ์ ..เคลียร์ได้ชายถอดเสื้อชูป้าย“ นายกคือความหวังของเรา” ด้านหน้าโรงแรมใกล้ที่ประชุม ครม.สัญจร เผยไม่ได้มาป่วนแต่มาขอความเห็นให้นายกฯ เร่งผลักดันสำนักงานประกันสังคม จ่ายเงินประกันตนที่หักไว้ช่วยเยียวยาความเดือดร้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 07.00 น.วันนี้ ( 25 ส.ค.) ได้มีชาย 2 คน โดยคนหนึ่งถอดเสื้อและอีกคนสวมเสื้อสีเหลือง ยืนถือป้าย “นายกคือความหวังของเรา ” อยู่บริเวณริมถนนด้านหน้าโรงแรมโนโวเทลระยอง ซึ่งอยู่ใกล้กับกับโรงแรมสตาร์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ต.ท่าประดู่ อ.เมืองระยอง สถานที่จัดประครม.สัญจร เพื่อดักรอขบวนรถของนายกรัฐมนตรีที่จะเดินทางเข้าร่วมประชุม

จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลระยอง เจ้าหน้าศรภ. และตำรวจนอกเครื่องแบบ รวมถึงจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากส่วนกลางนับ 10 นายต้องเข้าเจรจาเนื่องจากหวั่นว่าจะเข้ามาป่วนการประชุม

ทราบชื่อคือ นายสัตวแพทย์บูรณ์ อารยะพล เจ้าของเพจ “ขอคืนไม่ได้ขอทาน”ที่บอกว่าจุดประสงค์ของการกระทำดังกล่าว ก็เพื่อขอร้องให้นายกรัฐมนตรี เร่งรัฐสำนักงานประกันสังคม ให้รีบคืนเงินประกันให้กับผู้ประกันตนที่ต้องการขอเงินตัวเองเยียวยาความเดือดร้อนจากการได้รับผลกระทบของโรคโควิด-19 ทำที่ให้ประชาชนจำนวนมากต้องตกงาน ทำให้บางคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและพยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งที่ผ่านมาตนเองได้เรียกร้องเรื่องดังกล่าวมานานกว่า 4 เดือนแล้วแต่ก็ยังไม่เป็นผล




“ วันนี้ไม่ได้มารังควานหรือทำอะไรไม่ดีนะ แต่พยายามที่จะนำไปดังกล่าวชูให้ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่า “นายกคือความหวังเรา” และต้องการให้นายกฯช่วยออกนโยบายให้ผู้ประกันตนนำเงินฝากสะสมของตัวเองในประกันสังคมที่เรียกว่าเงินสมทบชราภาพ มาใช้จ่ายในช่วงวิกฤตได้ก่อน เพราะส่วนใหญ่ผู้ประกันตนที่มีเงินสะสมมา กว่า 10กว่าปีมีจำนวนหลายแสนคน และหากสามารถเบิกออกมาใช้ได้ก่อนประมาณ 50,000 บาทก็จะคลายความเดือดร้อนได้ “




นายสัตวแพทย์บูรณ์ ยังเผยอีกว่าจากการพูดคุยกับชาวระยองหลายรายที่มีอาชีพลูกจ้างส่วนใหญ่มีชีวิตที่ยากลำบาก และต้องเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยถึงร้อยละ 15 จำนวนมาก จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล และนายกรัฐมนตรีเห็นความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าขณะที่ขบวนรถของคณะรัฐมนตรีกำลังเดินทางเข้าร่วมประชุมครม.ที่โรงแรมดังกล่าว นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ลงจอดรถเดินลงมาเจรจากับนายสัตวแพทย์บูรณ์ ด้วยความเป็นกันเองและบอกว่าเคยพบนายสัตวแพทย์คนดังกล่าวเข้าเรียกร้องในเรื่องนี้แล้วหลายครั้ง จึงได้ลงมาเจรจาพร้อมรับปากว่าจะแจ้งต่อนายกรัฐมนตรี

และในช่วงเดียวกันรถของนายกรัฐมนตรี ได้วิ่งผ่านมายังจุดดังกล่าวซึ่งนายกฯ ได้ยกมือทักทายและส่งยิ้มให้ นายสัตวแพทย์บูรณ์ ด้วยเช่นกัน


Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
August 25, 2020 at 09:57AM
https://ift.tt/32mtOx1

หวิดวุ่น! "สุภรณ์" เคลียร์ได้ชายถอดเสื้อชูป้าย“ นายกคือความหวังของเรา” ใกล้ที่ประชุม ครม.สัญจร - ผู้จัดการออนไลน์
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Friday, August 21, 2020

"เงินฝากสามัญ" - Google News

"ปิติ" กางแผนนำ TMB ฝ่าวิกฤต ตุนสภาพคล่อง-ตั้งสำรองเพิ่มรับหนี้เสียพุ่ง - ประชาชาติธุรกิจ

serenalisa.blogspot.com
ปิติ ตัณฑเกษม ซีอีโอ TMB
สัมภาษณ์

ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ที่ยังอยู่ระหว่าง “เปลี่ยนผ่าน” ควบรวมกิจการกับธนาคารธนชาต ต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่หดตัวแรง จากพิษ “โควิด-19” นับเป็นความยากลำบากในการทำธุรกิจ เพราะต้องประคองทั้งลูกค้าและแบงก์ให้รอด โดยล่าสุด ในการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2563 ของธนาคาร เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ที่ผ่านมา “ปิติ ตัณฑเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบี ได้ฉายภาพแผนการรับมือปัจจัยความไม่แน่นอนที่จะเข้ามากระทบในช่วงที่เหลือของปีนี้

ปีนี้สินเชื่อไม่โต-เสี่ยงติดลบ

โดย “ปิติ” ฉายภาพธุรกิจธนาคารในปี 2563 ท่ามกลางวิกฤตไวรัสโควิด-19ว่า ปีนี้ธนาคารคงไม่สามารถมุ่งเน้นการเติบโตของสินเชื่อ เพื่อเพิ่มรายได้อย่างที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งได้แจ้งไปยังนักลงทุนสถาบันไปก่อนหน้านี้แล้ว ว่าการเติบโตของสินเชื่อปีนี้อาจเท่ากับ 0% และยังมีความเสี่ยงที่สินเชื่ออาจจะหดตัวเล็กน้อย เนื่องจากความต้องการใช้สินเชื่อที่ลดลง

“ในสถานการณ์แบบนี้การปล่อยสินเชื่อใหม่เติบโตได้ลำบาก เนื่องจากความต้องการสินเชื่อที่หดตัวลงในหลายธุรกิจหากเราไปเร่งปล่อยสินเชื่อในกลุ่มที่ยังมีความต้องการ แต่มีความเสี่ยงสูงก็จะมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้คืนในอนาคต”

ทว่า ในช่วงวิกฤตก็มีบางอุตสาหกรรมที่ยังสามารถเติบโตได้ อาทิ กลุ่มการแพทย์ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มที่เกี่ยวข้องการโครงการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งธนาคารจะเน้นรุกปล่อยสินเชื่อกลุ่มดังกล่าวในระยะถัดไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อของแบงก์ประกอบด้วย สินเชื่อรถยนต์ 30%สินเชื่อบ้าน 22% สินเชื่อเอสเอ็มอี7% อื่น ๆ (ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่) 37% และสินเชื่อบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคล 5%

เอ็นพีแอลส่อแตะ 3%

“ปิติ” กล่าวถึงแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของแบงก์ว่า คาดการณ์ว่าเอ็นพีแอลจะปรับขึ้นต่อเนื่องในปี 2564 โดยในปีนี้คาดว่าจะสามารถพยุงได้ในระดับหนึ่ง จากไตรมาส 1/2563 ธนาคารมีลูกหนี้ที่ไหลตกชั้นเป็นหนี้เสียขั้นที่ 3 (NPL stage 3) เพิ่มขึ้นส่งผลให้เอ็นพีแอลปรับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 2.76% จึงมีการตัดขายหนี้(write-off) ออกไป ทำให้หนี้เอ็นพีแอลปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.34% อย่างไรก็ดี ระยะข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูงคาดว่าตัวเลขเอ็นพีแอล ณ สิ้นปี 2563 มีความเสี่ยงจะปรับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 3%

ครึ่งปีหลังตั้งสำรองเพิ่ม

ทั้งนี้ “ปิติ” กล่าวว่า แนวโน้มการตั้งสำรองหนี้ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ ยังมีเพิ่มขึ้น จากผลกระทบโควิด-19 ซึ่งทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ อาทิ การช่วยเหลือลูกหนี้สินเชื่อรถยนต์ ที่ให้เว้นจ่ายหนี้ประมาณ 3 เดือน เป็นต้น ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าหลังจากหมดช่วงพักชำระหนี้แล้ว ลูกค้าจะสามารถกลับมาชำระหนี้ปกติได้เท่าใด

นอกจากนี้ หลังการควบรวมกิจการ พบว่าธนาคารธนชาตมีการลงทุนในหุ้นกู้ บมจ.การบินไทยอยู่ราว 3,150 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ได้ตั้งสำรองไปแล้วราว 50%และคาดการณ์ว่าหากการดำเนินการแก้หนี้ของ บมจ.การบินไทยเป็นไปตามแผน ธนาคารจะได้รับเงินคืนกลับมา

ปัจจุบันทีเอ็มบีมีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 (tier 1) อยู่ที่ 18.95% และ 14.62% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ เพียงพอรับมือหนี้เสียที่จะเกิดในช่วงปี 2564-2565 ขณะที่อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อ หรือสำรองส่วนเกิน (LLR coverage) อยู่ที่ 106% และคาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 114% ณ สิ้นปี 2563

จ่อระดมเงิน 2 แสนล้าน

ส่วนของแผนการระดมทุนในระยะถัดไป “ปิติ” บอกว่า ธนาคารได้ขอมติผู้ถือหุ้น อนุมัติวงเงินออกขายหุ้นกู้สกุลเงินบาทและ/หรือสกุลอื่น ๆในวงเงินไม่เกิน 200,000 ล้านบาท ทดแทนวงเงินเดิมที่ผู้ถือหุ้นได้อนุมัติไว้ในปี 2553 ที่จำนวนไม่เกิน 140,000 ล้านบาท ซึ่งผู้ถือหุ้นมีมติเห็นด้วย 99.5454%

“เดิม 2 ธนาคารแยกกันออกหุ้นกู้ แต่เมื่อรวมกัน แบงก์มีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว วงเงินระดมทุนหุ้นกู้ ก็ควรจะต้องใหญ่ขึ้นตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะระดมทุนทันที เพราะธนาคารยังมีสภาพคล่องเพียงพอจากเงินฝากที่ล้น โดยเงินฝากรวมขยายตัว 115% มาอยู่ที่ 1.4 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากฐานเงินฝากที่เพิ่มขึ้น จากการรวมงบการเงินกับธนชาต ซึ่งมีเงินฝากรวม 7.4 แสนล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งมาจากกระแสเงินที่ไหลออกมาจากตลาดตราสารหนี้ ในช่วงต้นปี 2563 ที่เกิดปัญหาสภาพคล่องของกองทุนรวมตราสารหนี้ รวมถึงเงินที่ไหลออกมาจากตลาดหุ้นบางส่วน”

ทั้งนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างพิจารณานำสภาพคล่องส่วนเกินไปลงทุน แต่คงต้องใช้เวลาพิจารณาก่อน เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าเงินฝากที่เพิ่มขึ้น จะเป็นเงินที่เข้ามาพักระยะสั้นหรือระยะยาว

พร้อมจ่ายปันผลผู้ถือหุ้น

ส่วนการจ่ายเงินปันผล ที่นักลงทุนคาดหวังให้ธนาคารจ่ายชดเชยเงินปันผลระหว่างกาลที่หายไปนั้น “ปิติ” กล่าวว่า ธนาคารพร้อมที่จะจ่ายเงินปันผล หากสถานการณ์กลับมาดีขึ้น โดยฐานะการเงินของธนาคารในปัจจุบันยังไม่มีความเสี่ยงที่จะต้องเพิ่มทุน ส่วนราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารที่ปรับลดลงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (P/BV) เชื่อว่าสะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว

ต้องยอมรับว่า ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า ธุรกิจแบงก์ก็คงต้องประคองตัวเองและลูกค้าให้อยู่รอดได้ด้วยกันไปก่อน

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
August 21, 2020 at 04:17PM
https://ift.tt/3l8hoBg

"ปิติ" กางแผนนำ TMB ฝ่าวิกฤต ตุนสภาพคล่อง-ตั้งสำรองเพิ่มรับหนี้เสียพุ่ง - ประชาชาติธุรกิจ
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

Saturday, August 15, 2020

มติเลือก เทวัญ ลิปตพัลลภ หวนนั่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา - ข่าวช่อง3 - CH3 Thailand NEWS

serenalisa.blogspot.com

ที่ประชุมใหญ่สามัญ พรรคชาติพัฒนา มีมติเลือก "เทวัญ ลิปตพัลลภ" หวนนั่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ดัน "ดล เหตระกูล" เป็นรองหัวหน้าฯ ขณะ "วัชรพล โตมรศักดิ์" เลขาธิการพรรค  สุวัจน์ ฝากความหวังทีมเศรษฐกิจใหม่ ลดภาษี เพิ่มเงินในกระเป๋าประชาชน หลังโควิด-19

 

พรรคชาติพัฒนา จัดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563 ที่เทอร์มินอลฮอลล์ ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จังหวัดนครราชสีมา พร้อมเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

 

ที่ประชุมมีมติเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จำนวน 29 คน โดยเลือกนายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง หลังจากประกาศลาออกก่อนหน้านี้ เพื่อหลีกทางให้กับการเลือกตั้งกก.บห.ชุดใหม่นี้ และเลือกนายดล เหตระกูล อดีตเลขาธิการพรรค เป็นรองหัวหน้าพรรค และเลือกนายวัชรพล โตมรศักดิ์ เป็นเลขาธิการพรรค นอกจากนี้ ยังมีนายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร เขต 2 ที่เพิ่งย้ายมาจากพรรคอนาคตใหม่ ที่ถูกยุบ มาเป็นรองหัวหน้าพรรค คนที่ 8 เป็นต้น

 

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้ บรรยายพิเศษ สถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองของประเทศ ว่ายังห่วงปัญหาปากท้อง ของประชาชนโดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 จากเดิมที่เคยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ครึ่งปีนี้ ยังไม่ถึง 5 ล้านคน รายได้จากภาคท่องเที่ยวจึงลดน้อยถอยลง ดังนั้นมาตรการการฟื้นฟู จะต้อง เร็ว แรง และตรงเป้า จึงตั้งความหวังไว้กับทีมเศรษฐกิจชัดใหม่ ที่จะต้องวางนโยบายและมาตรการให้ชัดเจน และควรออกแบบภาษี ด้วยการลดภาษี เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับประชาชน

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
August 15, 2020 at 03:41PM
https://ift.tt/2Y0Wf20

มติเลือก เทวัญ ลิปตพัลลภ หวนนั่งหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา - ข่าวช่อง3 - CH3 Thailand NEWS
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

"สุวัจน์"ฝากทีม ศก.ใหม่รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง ลดภาษี-เพิ่มเงินในกระเป๋า ปชช. - ผู้จัดการออนไลน์

serenalisa.blogspot.com

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา บรรยายพิเศษในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2563 ของพรรคฯ ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศ ว่า ยังห่วงปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 จากเดิมที่เคยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน แต่ครึ่งปีนี้ยังไม่ถึง 5 ล้านคน รายได้จากภาคท่องเที่ยวจึงลดน้อยลง ดังนั้น มาตรการการฟื้นฟูจะต้องเร็ว แรง และตรงเป้า จึงตั้งความหวังไว้กับทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่ต้องวางนโยบายและมาตรการให้ชัดเจน ควรออกแบบภาษีด้วยการลดภาษี เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชน

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
August 15, 2020 at 04:28PM
https://ift.tt/31Pj5ee

"สุวัจน์"ฝากทีม ศก.ใหม่รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้อง ลดภาษี-เพิ่มเงินในกระเป๋า ปชช. - ผู้จัดการออนไลน์
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx

'เทวัญ' หวนนั่งหัวหน้าชพน. ด้าน 'ดล เหตระกูล' เป็นรองหน. - เดลีนีวส์

serenalisa.blogspot.com
เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่เทอร์มินอลฮอลล์ ชั้น 4 ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) จัดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563 พร้อมเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยที่ประชุมมีมติเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จำนวน 29 คน โดยนายเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง หลังจากประกาศลาออกก่อนหน้านี้ เพื่อหลีกทางให้กับการเลือกตั้งกรรมการบริหารชุดใหม่นี้ และเลือกนายดล เหตระกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการพรรค เป็นรองหัวหน้าพรรค และเลือกนายวัชรพล โตมรศักดิ์ ส.ส.นครราชสีมาเป็นเลขาธิการพรรค นอกจากนี้ยังมีนายสมัคร ป้องวงษ์ ส.ส.สมุทรสาคร เขต 2 ที่เพิ่งย้ายมาจากอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบ มาเป็นรองหัวหน้าพรรค คนที่ 8 เป็นต้น

อย่างไรก็ตามในการประชุมครั้งนี้นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรค ได้กล่าวบรรยายพิเศษสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองของประเทศว่า ยังห่วงปัญหาปากท้องของประชาชนโดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์โควิด-19 จากเดิมที่เคยมีนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน ครึ่งปีนี้ยังไม่ถึง 5 ล้านคน รายได้จากภาคท่องเที่ยวจึงลดน้อยถอยลง ดังนั้นมาตรการการฟื้นฟูจะต้องเร็ว แรง และตรงเป้า จึงตั้งความหวังไว้กับทีมเศรษฐกิจชัดใหม่ที่จะต้องวางนโยบายและมาตรการให้ชัดเจน และควรออกแบบภาษี ด้วยการลดภาษี เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าให้กับประชาชน.

Let's block ads! (Why?)



"เงินฝากสามัญ" - Google News
August 15, 2020 at 03:50PM
https://ift.tt/3apX9ud

'เทวัญ' หวนนั่งหัวหน้าชพน. ด้าน 'ดล เหตระกูล' เป็นรองหน. - เดลีนีวส์
"เงินฝากสามัญ" - Google News
https://ift.tt/3cRGdfx